กฎหมายล้มละลายฉบับใหม่ซึ่งออกบังคับใช้เมื่อปลายปี 2005 ทำให้คนรีบยื่นทำล้มละลายก่อนที่กฎหมายใหม่จะออกบังคับใช้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากถึง 30% ในระหว่างปี 2005 มีคนทำล้มละลายทั้งหมดจำนวน 2.08 ล้านคน โดยเฉพาะในเดือนตุลาคมในระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 16 มีคนทำล้มละลายเป็นจำนวน 630,497 ราย
เงื่อนไขอย่างหนึ่งของการทำล้มละลายตามกฎหมายใหม่คือลูกหนี้จะต้องได้รับคำปรึกษาจากที่ปรึกษาด้านเครดิต (Credit Counseling) เสียก่อน เพื่อพิจารณาว่าลูกหนี้มีความสามารถที่จะจ่ายชำระหนี้ได้หรือไม่ ซึ่งผลปรากฎว่าลูกหนี้ส่วนใหญ่ที่รับคำปรึกษาจากที่ปรึกษาด้านเครดิต จะได้รับคำแนะนำว่าการทำล้มละลายนั้นจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของลูกหนี้
จากการสำรวจพบว่า ลูกหนี้ที่รับคำปรึกษาจากที่ปรึกษาด้านเครดิตจำนวน 60,000 ราย ปรากฎว่า 97% ของจำนวนลูกหนี้เหล่านี้ได้รับการรับรองว่าเขาไม่มีความสามารถที่จะจ่ายชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ และในจำนวนลูกหนี้เหล่านี้ 4 ใน 5 ได้ประสบภาวะการเงินตกต่ำที่อยู่เหนือการควบคุมของตนเอง เช่น ตกงานเจ็บป่วยต้องรับการรักษาพยาบาล หรือคู่สมรสเสียชีวิต เป็นต้น
ในช่วงระหว่างวันที่ 17 ตุลาคม จนถึงสิ้นปี 2005 มีคนทำล้มละลายตามกฎหมายใหม่เพียง 38,000 ราย ซึ่งเทียบเท่ากับ 2% ของจำนวนคนที่ทำล้มละลายทั้งปี ในปัจจุบันจำนวนคนทำล้มละลายทั้งปี ในปัจจุบันจำนวนคนทำล้มละลายได้ขยับเพิ่มขึ้นเรื่อย แต่ยังไม่มีตัวเลขสรุปว่ามีคนทำล้มละลายในปี 2006 เป็นจำนวนกี่ราย
คาดกันว่าคนทำล้มละลายจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดจะกลับคืนเท่าจำนวนเดิมตามปกติ เนื่องจากเหตุผลดังต่อไปนี้
1. ค่าน้ำมันรถ, ค่าน้ำ-ค่าไฟ ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในปัจจุบันได้เพิ่มสูงขึ้น
2. บริษัทบัตรเครดิตได้กำหนดให้ลูกหนี้จ่ายเงินค่าผ่อนขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
3. ที่ปรึกษาด้านเครดิตที่กฎหมายใหม่กำหนดขึ้นมา มิได้มีผลทำให้ลูกหนี้หยุดยั้งในการทำล้มละลาย และไม่ได้มีผลบังคับให้ลูกหนี้ต้องจ่ายชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้
4. ระเบียบข้อบังคับตามกฎหมายใหม่มิได้ห้ามลูกหนี้ท่าล้มละลาย ถึงแม้จะใช้หลักเกณฑ์ตามกฎหมายใหม่ลูกหนี้ส่วนใหญ่ก็ยังมีสิทธิที่จะทำล้มละลายได้
5. บริษัทบัตรเครดิตและเจ้าหนี้ทั้งหลายยังคงพยายามพลักดันให้ลูกหนี้กู้ยืมเงินจากตน โดยการเพิ่มวงเงินให้แก่ลูกหนี้ และเพิ่มอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น
6. ลูกหนี้ส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้ในการคำนวนว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไรที่ตนจะสามารถผ่อนชำระหนี้ได้หมดและมักจะไม่รู้เกี่ยวกับค่าปรับในกรณีที่ส่งเงินช้ากว่ากำหนด และไม่รู้ความสามารถของตนว่าจะรับผิดชอบหนี้สินได้เพียงจำนวนเท่าไร
7. กฎหมายใหม่ต้องการป้องกันมิให้ลูกหนี้ใช้ล้มละลายในทางที่ผิดคือ สร้างหนี้สินจำนวนมากโดยไม่เจตนาที่จะชำระคืน แล้วก็ทำล้มละลาย เพื่อลบล้างหนี้ แต่สำหรับประชาชนที่ประสบปัญหาด้านการเงินเช่น ตกงาน หย่าร้าง หรือเจ็บป่วยต้องรับการรักษาพยาบาลคนเหล่านี้มิได้ตั้งใจวางแผนในการทำล้มละลายไว้ล่วงหน้า และกฎหมายใหม่ก็จะไม่กีดกันบุคคลเหล่านี้ในการหาทางออก โดยการทำล้มละลาย
เหตุผลที่ในปัจจุบันมีคนทำล้มละลายไม่มาก เนื่องจากคนส่วนใหญ่ได้ทำล้มละลายไปแล้วก่อนที่กฎหมายใหม่จะออกบังคับใช้และมีคนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า ตนไม่สามารถทำล้มละลายได้ เช่น บางคนเข้าใจผิดว่า ถ้าตนมีรายได้สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยแล้วตนจะทำล้มละลายไม่ได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง กฎหมายใหม่กำหนดให้พิจารณารายได้ต่อเดือนเฉลี่ยของ 6 เดือนที่ผ่าน (ไม่นับรายได้จากโซเชียลซีคิวริตี้) แล้วนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์รายได้เฉลี่ยของรัฐ (State Median) ตามจำนวนคนที่อยู่ในบ้าน ถ้ารายได้ของลูกหนี้ต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยลูกหนี้ก็สามารถทำล้มละลายชาพเตอร์ 7 ได้เลย แต่ถ้ารายได้ของลูกหนี้สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ก็จะต้องพิจารณาจากความจำเป็น (mean test) โดยพิจารณาค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ เพื่อดูว่าหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วลูกหนี้ยังมีเงินเหลืออีกหรือไม่ ค่าใช้จ่ายที่จะนำมาหักจะต้องใช้เกณฑ์ของ IRS ที่กำหนดจำนวนค่าใช้จ่ายที่อนุญาตให้หักได้ ถ้าลูกหนี้มีเงินเหลือพอที่จะจ่ายชำระหนี้ได้ ลูกหนี้จะต้องทำชาพเตอร์ 13 เพื่อผ่อนชำระหนี้รายเดือนให้แก่เจ้าหนี้
โดยทั่วไปคนไทยส่วนใหญ่มักจะมีรายได้ไม่เกินเกณฑ์เฉลี่ยของรัฐ และมักจะสามารถทำล้มละลายชาพเตอร์ 7 ได้โดยไม่ต้องผ่อนชำระเงินคืนให้แก่เจ้าหนี้ ดังนั้นผู้ใดที่มีปัญหาหนี้สินก็ควรปรึกษาทนายความเพื่อพิจารณาหาทางออกที่ดีที่สุดให้แก่คุณ
|