Medicare Part D Plan |
ผลกระทบการบังคับใช้เมดิแคร์พาร์ท D
เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2006 เป็นต้นมา การประกาศใช้ประกันสุขภาพเมดิแคร์ Part D ของรัฐบาลกลาง ที่คุ้มครองเกี่ยวกับยาที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ สร้างความสับสนในหมู่ผู้สูงอายุที่มีประกันสุขภาพทั้ง 2 ระบบ คือ Medicare และ Medi-Cal (Dual-eligibles) เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่ชนชาวเอเชียและชาวหมู่เกาะแปซิฟิคทั้งหลาย ที่ไม่ถนัดในภาษาอังกฤษ เพราะรายละเอียดในเรื่องนี้ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ
เป็นที่ทราบกันดีว่าลอส แอนเจลิสเคาน์ตี้ มีผู้คนเชื้อชาติเอเชียนและหมู่เกาะแปซิฟิค อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ผู้สูงอายุที่มีสิทธิ์ใช้ประกันสุขภาพเมดิแคร์ Part D เหล่านี้ หลายคนไม่ทราบสิทธิของตัวเอง เนื่องจากไม่ทราบข้อมูลที่พิมพ์เป็นภาษาที่ตนเองคุ้นเคย
ในบรรดาผู้ที่มีประกันคุ้มครอง 2 ระบบ ในแอล.เอเคาน์ตี้ คาดว่ามีถึงประมาณ 2 แสน 3หมื่นคน แบ่งเป็นเชื้อชาติเอเชียและหมู่เกาะแปซิฟิคถึง 21.8% โดยจำแนกเป็นเชื้อชาติย่อยลงไปดังนี้ คือ เชื้อชาติจีน 42.7% เชื้อชาติฟิลิปปินส์ 21% เชื้อชาติเกาหลี 17.4% เชื้อชาติเวียตนาม 3.4% ส่วนเชื้อชาติอื่นๆ เช่น ไทย ลาว เขมร มีอีกจำนวนหนึ่ง แต่ไม่มีตัวเลขยืนยัน
ศูนย์เอเชี่ยน แปซิฟิค เฮลธ์แคร์ เวนเจอร์ เป็นศูนย์ที่เปิดให้บริการทางด้านสุขภาพแก่ทั้งผู้ที่มีและไม่มีประกันสุขภาพ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวไทยในเขตแอล.เอ และใกล้เคียง ได้เปิดให้มีการแถลงข่าวถึงผลกระทบและแนวทางการช่วยเหลือแก่ผู้ที่มีสิทธิได้รับเมดิแคร์ Part D เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2006
นายแพทย์จอห์น โฮ ผู้อำนวยการด้านการรักษาพยาบาลของศูนย์ กล่าวว่าตั้งแต่มีการประกาศใช้ Medicare Part D ออกมา ทั้งแพทย์ คนไข้ เภสัชกร ต่างก็สับสนกับระเบียบการ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลอยู่เรื่อย เฉพาะบัญชีรายชื่อของยาที่ได้รับการคุ้มครอง มีจำนวนนับร้อยหน้า
นาย Xavier Bacerra ส.ส.รัฐแคลิฟอร์เนีย เขต 31 ซึ่งเป็นเขตที่ประชาชนได้รับผลกระทบจาก Medicare Part D เป็นจำนวนมาก เหตุมาจากอุปสรรคทางด้านภาษา โดยเฉพาะการคุ้มครองตาม Medicare Part D. นี้จะสิ้นสุดการรับสมัครในวันที่ 15 เดือนพฤษภาคมนี้เท่านั้น หลังจากปิดรับสมัครแล้ว ผู้ที่สมัครไม่ทัน จะต้องถูกปรับตามจำนวนเดือนที่ล่าช้า แถมอาจมีผลทำให้คนไข้ต้องรับผิดชอบจ่ายค่ายาเอง หรืออาจไม่ได้รับยาในระหว่างที่ยังไม่ได้รับความคุ้มครอง ซึ่งเป็นอันตรายต่อคนไข้ ถ้ามีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น โรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง อาจถึงแก่เสียชีวิตหรือพิการได้
ส.ส. Xavier จึงอยากประกาศให้ผู้มีสิทธิสมัครเมดิแคร์ Part D ทราบว่า มีหลายหน่วยงานที่สามารถให้ความช่วยเหลือให้ข้อมูล และกรอกใบสมัคร โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด และอย่าไปหลงเชื่อพวกหลอกลวงที่มารับจ้างกรอกแบบฟอร์ม โดยคิดค่าบริการถึง 299 เหรียญ
ผู้มีสิทธิสมัครรับเมดิแคร์ Part D คนไทย ที่ไม่เข้าใจข้อมูลหรือการกรอกแบบฟอร์ม สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่คนไทยของศูนย์ฯ สุธาดา นันทพันธ์ 323-644-3880 ต่อ 230
ข้อมูลเกี่ยวกับ เมดิแคร์ Part D ในภาษาไทยสามารถเข้าไปดูได้ที่ เวปไซด์ www.siammedia.org และทางสยามมีเดียจะนำเสนอข้อมูลทั้งหมดในหนังสือพิมพ์ฉบับต่อๆไป
Medicare Part D จะเริ่มมีผลใช้บังคับ วันที่ 1 มกราคม 2006 ในโอกาสเดียวกันนี้ สำนักงาน Centers for Medicare & Medicaid Services (MCS) ได้เริ่มส่งใบสมัคร และระเบียบการเกี่ยวกับความช่วยเหลือในการจ่ายค่ายารักษาโรคตามใบสั่งแพทย์ (Medicare & You 2006) และข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทประกันสุขภาพ Medicare Part D ในแต่ละรัฐให้คนสูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) และคนที่ได้รับความช่วยเหลือจากระบบประกันสังคมเพราะทุพพลภาพ (เกิน 24 เดือน) ประมาณ 42 ล้านคน เมื่อกลางเดือนตุลาคม 2005
Medicare Part D Plan
MCS จะเริ่มเปิดรับสมัครสำหรับคนที่มีสิทธิรับความช่วยเหลือค่ายารักษาโรคตามใบสั่งแพทย์ (Medicare Part D) ระหว่างวันที่ 15 พฤษจิกายน 2005 ถึง 15 พฤษภาคม 2006
สำหรับคนที่สมัครก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2005 ก็จะได้รับความช่วยเหลือเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2006
สำหรับคนที่สมัครหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2005 ก็จะได้รับความช่วยเหลือเริ่มต้นในเดือนถัดไปจากเดือนที่ยื่นใบสมัคร
ส่วนคนที่สมัครหลังวันที่ 15 พฤษภาคม 2006 จะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการมีประกันสุขภาพ Medicare Part D แพงขึ้น (Penalty) เดือนละ 1 เปอร์เซ็นต์ ต่อเดือนที่สมัครหลังจากนั้น ซึ่งจะมีผลให้ต้องจ่ายเบี้ยประกันแพงกว่าคนอื่นๆตลอดชีวิต
สำนักงาน MCS ก็จะยกเลิกโครงการลดราคายา (Medicare Discount Program) ซึ่งเป็นโครงการชั่วคราวก่อนที่จะมีโครงการ Medicare Part D หลังวันที่ 15 พฤษภาคม 2006 และอาจจะก่อนนั้น ถ้าผู้มีสิทธิ์ในโครงการได้สมัครเข้ามาร่วมโครงการใหม่นี้
สำนักงาน MCS ประเมินว่า คนที่ได้รับ Medicare และมีฐานะยากจน ประมาณ หนึ่ง ในสาม จะได้รับ Medicare Part D โดยไม่ต้องเสียเบี้ยประกันเลย นอกจากนี้ คนที่ได้รับความช่วยเหลือแบบ Medical assistance หรือ Medicaid ซึ่งเป็นโครงการประกันสุขภาพที่แต่ละรัฐให้กับคนจน ก็อาจจะได้เข้ามาร่วมโครงการใหม่นี้ โดยรัฐนั้นๆจะจ่ายค่า เบี้ยประกันให้
สำหรับเอกสารที่สำนักงาน MCS ส่งให้นั้น ค่อนข้างจะซับซ้อน เพราะเป็นความช่วยเหลือใหม่ของสำนักงานนี้ และมีแผนประกันสุขภาพให้เลือกมากมาย ราคาเบี้ยประกันที่ต้องจ่าย และผลประโยชน์ที่ได้รับก็แตกต่างกันด้วย
ผู้เขียนได้ศึกษา และติดตามการเปลี่ยนแปลงมาพอสมควร จึงขอถือโอกาสอธิบายอย่างง่ายๆ เพื่อให้คนไทย โดยเฉพาะคนสูงอายุ ได้เข้าใจ จะได้ช่วยในการตัดสินใจเลือก หรือไม่เลือกบริษัทประกันสุขภาพ ที่ให้บริการจ่ายค่ายารักษาโรค ตามใบสั่งยาของแพทย์ (หรือพยาบาล หรือแพทย์ผู้ช่วย ที่ได้รับอนุญาตให้เขียนใบสั่งยาได้)
ความช่วยเหลือใหม่นี้ รัฐสภาอเมริกัน ผ่านเป็นกฎหมาย (H. R. 1, the Medicare Prescription Drug, Improvement and Modernization Act of 2003) และลงนามโดยประธานาธิบดี George W. Bush เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2003 กฎหมายนี้เรียกกันทั่วไปว่า Medicare Part D มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับค่ายา สำหรับคนที่มีสิทธิของ Medicare ซึ่งจัดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญตั้งแต่เริ่มโครงการ Medicare เมื่อ 40 ปีที่แล้ว
โดยปกติ Medicare มี 2 ส่วน คือ Part A และ B ซึ่งเป็นระบบประกันสุขภาพ สำหรับคนอเมริกัน (และคนต่างด้าวที่มีวีซ่า และได้รับอนุญาตให้ทำงานโดย Department of Homeland Security-DHS) อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ให้สิทธิคนที่อายุต่ำกว่า 65 ปี แต่ทุพพลภาพ เกิน 24 เดือน หรือเป็นโรคไตวาย ต้องฟอกไตประจำ หรือที่เป็นโรค Amyotrophic Lateral Sclerosis (ALS), ที่เรียกกันทั่วไปว่า Lou Gehrigs Disease.
Medicare Part A จ่ายค่ารักษาในโรงพยาบาล หรือสถานสงเคราะห์คนชรา (nursing home) โดยมีกำหนดขอบเขตการจ่ายค่าบริการ ในแต่ละปี และผู้ใช้บริการต้องร่วมจ่ายเงินเป็นค่าบริการด้วยเป็นบางส่วน ในแต่ละปี คนชราส่วนใหญ่สามารถสมัครรับความช่วยเหลือของ Part A โดยไม่ต้องจ่ายเงินเบี้ยประกัน
Medicare Part B เป็นบริการที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือค่าใช้จ่ายที่เป็นค่ารักษาของแพทย์ หรือค่ารักษาที่คลินิกนอกโรงพยาบาล การเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือนี้ ไม่บังคับให้มี ผู้สมัครขอความช่วยเหลือต้องจ่ายเบี้ยประกันรายเดือน ในปี 2005 ค่าเบี้ยประกันคือ 78.20 ดอลล่าร์ (88.50 ดอลล่าร์ ในปี 2006) ดังนั้นคนชราที่มีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือ ก็อาจจะไม่ใช้สิทธิ์นี้ได้
การไม่ใช้สิทธิ์ Medicare Part B ในปีแรก จะมีผลในปีถัดไป กล่าวคือหากต้องการใช้ สิทธิ์ในปีที่ 2 ก็ต้องจ่ายค่าจ่ายเบี้ยประกันรายเดือนเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ (penalty) แพงกว่าคนอื่นๆตลอดชีวิต ตัวอย่างเช่น นาย ก. มีสิทธิ์ใน Medicare Part B ปีนี้ (2005) ค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายคือ เดือนละ 78.20 ดอลล่าร์
นาย ก. ไม่ใช้สิทธิ์ Medicare Part B ในปีนี้ (2005) แต่ต้องการใช้สิทธิ์ในปี 2006 ซึ่งคนทั่วไปจ่ายค่าเบี้ยประกันรายเดือนเพียง 88.50 ดอลล่าร์ แต่ นาย ก. จะต้องจ่าย 97.35 ดอลล่าร์ (88.5+8.85 ดอลล่าร์) ซึ่งจะเป็นเช่นนี้ (แพงกว่าคนอื่นๆ 10 เปอร์เซ็นต์) ตลอดชีวิต
นอกเสียจากในปีที่ผ่านมา นาย ก. มีประกันสุขภาพจากแหล่งอื่นๆ เช่นจากที่ทำงาน ซึ่งต้องมีคุณสมบัติของระบบประกันสุขภาพที่คล้ายคลึงหรือดีกว่า Medicare Part B จึงจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าปรับ (penalty)
สำหรับ Penalty ข้างต้น จะเพิ่มขึ้นปีละ 10 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี ที่รีรอไม่เข้าร่วมโครงการ นั่นคือในตัวอย่างข้างต้น ถ้ารอถึงปีที่ 3 (2007) จึงจะเข้าร่วมโครงการ นาย ก. ก็ต้องจ่ายค่าจ่ายเบี้ยประกันรายเดือนเพิ่มขึ้นอีก 20 เปอร์เซ็นต์ของคนทั่วไป เป็นต้น
Medicare part D จะมีลักษณะโครงการพื้นฐานคล้ายกันกับ Medicare part B ซึ่ง Penalty ในกรณีที่สมัครหลังวันที่ 15 พฤษภาคม 2006 คือ 1 เปอร์เซ็นต์ ต่อเดือน เช่น เบี้ยประกันปัจจุบันโดยเฉลี่ยเดือนละ 32 ดอลล่าร์ ถ้าสมัครช้าหนึ่งเดือน ก็อาจจะต้องเบี้ยประกันจ่ายเดือนละ 32.32 ดอลล่าร์ (32+.32 ดอลล่าร์) หรือถ้าสมัครช้าหนึ่งปี ก็อาจจะต้องจ่ายเพิ่ม 12 เปอร์เซ็นต์ ต่อเดือน หรือเดือนละ 35.84 ดอลล่าร์ (32+3.84 ดอลล่าร์) เป็นต้น และก็ต้องเสียเบี้ยประกันเช่นนี้ แพง (12 เปอร์เซ็นต์ ต่อเดือน) กว่า คนอื่นๆที่สมัครขอความช่วยเหลือในช่วงเวลาที่กำหนด หรือเมื่อเริ่มมีสิทธิ์
ผู้เขียนเคยถาม น.พ. Mark McClellan ผู้อำนวยการและบริหารของ MCS ที่เมืองบัลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ เมื่อวันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม 2005 เกี่ยวค่าปรับ (penalty) ว่าทำไมถึงต้องมีด้วย ก็ได้รับคำตอบว่า โครงการ Medicare part D ก็เหมือนกับระบบประกันอื่นๆ ที่ต้องการให้คนมีสิทธิ์เข้ามารับความช่วยเหลือในโครงการทันทีที่มีสิทธิ์ ไม่ใช่รอจนเป็นโรค หรือไม่สบายมากแล้วจึงจะเข้ามาขอความช่วยเหลือ
Medicare Part D Plan (ตอน 2 ของ 2)
ในเอกสาร Medicare & You 2006 ที่ MCS ส่งให้คนมีสิทธิ์สมัคร Medicare part D จะมีคำอธิบายเกี่ยวกับวิธีเลือกแผนประกันสุขภาพของบริษัทประกันที่จะจ่ายค่ายา ราคาเบี้ยประกันต่อเดือน ซึ่งตามกฎกระทรวง จะแบ่งแผนประกันใหญ่ๆ 2 ประเภท คือแบบพื้นฐาน (Standard) และแบบภัยพิบัติ (Catastrophic)
หลักการประกันสุขภาพค่ายาของ MCS นั้น คนที่มีประกันนอกจากจะต้องจ่ายเบี้ยประกันแล้ว ยังต้องรับผิดชอบร่วมจ่ายค่ายาด้วย เช่น
Deductible ซึ่งคนมีประกันต้องจ่าย จำนวน 250 ดอลล่าร์แรกต่อปี และต้องจ่าย จนครบจำนวนนี้ ก่อนที่จะได้รับความช่วยเหลือจากโครงการ Medicare part D
Co-pay ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายบางส่วนของค่ายาทั้งหมด ซึ่งคนมีประกันต้องจ่าย ในการซื้อยาตามใบสั่งแพทย์แต่ละครั้ง หลังจากที่ต้องจ่ายค่ายาเกิน 250 ดอลล่าร์แรกต่อปี ในข้อ 1 โดย Medicare part D จะจ่ายประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ของราคายา
Doughnut Hole เป็นภาษาที่นักวิชาการ เรียกช่องว่างที่ Medicare part D จะไม่จ่ายค่ายา นั่นคือถ้าคนมีประกันใช้ค่ายาต่อปีอยู่ระหว่างจำนวน 2,250 ดอลล่าร์ ถึง 3,600 ดอลล่าร์ (คนมีประกันต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายยา 1,350 ดอลล่าร์ ซึ่งมาจาก 3,600-2,250=1,350)
หลังจากจ่ายค่ายาต่อปีเกิน 3,600 ดอลล่าร์แล้ว Medicare part D ก็จะเริ่มจ่ายค่ายาให้ใหม่ ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ของราคายา
จากข้อ 1 และ 2 ข้างต้น เป็นแผนประกันแบบพื้นฐาน ซึ่ง Medicare คาดว่าต้องใช้งบประมาณโดยเฉลี่ยประมาณ 1,100 ดอลล่าร์ต่อคน ส่วนข้อ 4 เป็นแผนประกันแบบภัยพิบัติ คาดว่าต้องใช้งบประมาณโดยเฉลี่ยประมาณ 4,000 ดอลล่าร์ต่อคน
โดยสรุปข้อแตกต่างที่สำคัญ แบบพื้นฐาน หรือแบบภัยพิบัติ คือเบี้ยประกัน และขอบเขตที่บริษัทประกันสุขภาพจะจ่ายค่ายาให้ รวมทั้งเงินที่ต้องจ่ายในการซื้อยาแต่ละครั้ง
ข้อสังเกตที่ผู้อ่าน จะใช้ในการเลือกบริษัทประกันสุขภาพเพื่อให้จ่ายค่ายา โดยทั่วไปคือ
Coverage แผนประกันที่บริษัทประกันสุขภาพจะจ่ายค่ายาให้ ว่าเป็นยาที่มีชื่อเสียง หรือเครื่องหมายการค้า (Brand name) หรือเป็นยาที่เหมือนกันทางสารเคมี แต่ไม่มีชื่อเสียง หรือเครื่องหมายการค้า (Generic) หรือ เป็นยาทดแทนที่มีคุณสมบัติในการรักษาโรคเหมือนกัน (substitution)
หลักการที่ช่วยในการตัดสินใจคือ บริษัทประกันสุขภาพนั้นๆมีรายชื่อยาที่ท่านใช้อยู่หรือเปล่า ส่วนจะได้ยาแบบไหนนั้น ไม่น่าจะมีผลกับการรักษาสุขภาพมากนัก นอกจากนี้ MCS ก็มีกฎเกณฑ์ที่บังคับให้บริษัทประกันสุขภาพ ต้องมียาที่จำเป็นประเภทต่างๆในบัญชีที่จะต้องจ่ายค่ายาให้อยู่แล้ว
Cost ค่าเบี้ยประกันต่อเดือน ส่วนลดที่ผู้มีประกันต้องจ่ายเอง (deductible) และค่าใช้จ่ายร่วมในการซื้อยาแต่ละครั้ง (Co pay)
หลักการที่ช่วยในการตัดสินใจคือ บริษัทประกันสุขภาพ มีแผนประกันสุขภาพต่างๆ ที่มีค่าเบี้ยประกันต่ำหรือสูงต่อเดือน การซื้อยาแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายร่วมต่างกัน ในการคำนวณส่วนลด บางบริษัทจะเฉลี่ยส่วนลด ตลอดปี ซึ่งผู้มีประกัน ก็ไม่ต้องจ่ายเงิน 250 ดอลล่าร์แรกตอนต้นปี (ถ้าหากต้องซื้อยาตอนต้นปี) แต่จะเฉลี่ยไปตลอดทั้งปี
ถ้าหากท่านสุขภาพดี ไม่ต้องใช้ยามาก หรือใช้ยาแพง ก็เลือกแผนประกันสุขภาพ ที่ท่านต้องจ่ายเบี้ยประกันต่ำก็ได้ เพราะ MCS กำหนดให้บริษัทประกันสุขภาพที่เข้าร่วมในโครงการในแต่ละรัฐ ต้องมีแผนประกันสุขภาพที่เก็บเบี้ยประกันต่ำกว่า 20 ดอลล่าร์ ต่อเดือน
Convenience ความสะดวกในการซื้อยา บริษัทประกันสุขภาพจะมีข้อตกลงกับร้านขายยา ในแต่ละเมือง
ในการเลือกแผนประกันสุขภาพ ต้องคำนึงถีงความสะดวกในการซื้อยาใกล้บ้านด้วย ถ้ามีร้านขายยาใกล้บ้าน แต่ร้านนั้นไม่ได้อยู่ในแผนของบริษัทประกันสุขภาพ ท่านก็อาจจะต้องจ่ายค่ายาแพงขึ้นเพราะซื้อยาจากร้านนั้นที่ไม่อยู่ในแผนประกัน หรือไม่ท่านก็ต้องเดินทางไกลจากบ้านเพื่อไปซื้อยาจากร้านขายยาที่อยู่ในแผนประกัน
เพื่อความสบายใจ ถึงแม้ว่าท่านจะสุขภาพดี ไม่ต้องใช้ยา แต่ก็ควรจะซื้อประกันสุขภาพ Medicare part D ไว้ก่อน
ผลดีในการเข้าร่วมโครงการ คือเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียค่าปรับ (Penalty) ดังกล่าวมาแล้ว นอกจากนี้เพราะบางครั้งการเจ็บป่วยที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดหมาย ก็จะทำให้ต้องเสียเงินมากมาย Medicare part D จ่ายค่ายาถึง 95 เปอร์เซ็นต์ของราคายา ถ้าหากค่ายาของท่านเกิน 3,600 ดอลล่าร์ ต่อปี
โดยสรุป บริษัทประกันสุขภาพแตกต่างกันมาก บางบริษัท ก็อาจจะจ่ายเงินในส่วน Doughnut Hole ให้ แต่ค่าเบี้ยประกันต่อเดือนก็อาจจะสูงขึ้น ในกรณีที่ท่านมีประกันสุขภาพจากที่ทำงานอยู่แล้ว ก็ควรจะเปรียบเทียบกับ Medicare part D ว่าผลประโยชน์ที่ได้รับนั้นคล้ายคลึง หรือดีกว่าหรือเปล่า เพื่อหลีกเลี่ยงการที่ต้องจ่ายค่าปรับ (Penalty) ถ้าหากท่านต้องการสมัคร Medicare part D ในวันข้างหน้า
ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ Medicare ในปัจจุบัน มีแผนประกันสุขภาพที่คล้ายคลึง กับ HMO (Health Maintenance Organization) แต่เรียกแผนประกันสุขภาพ นี้ว่า Medicare Advantage Plans ซึ่งจะรับผิดชอบในการจ่ายค่ารักษาพยาบาล และค่ายาด้วย ในการมีแผนประกันสุขภาพนี้สะดวก แต่ท่านก็อาจจะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันสูง เพราะจะคล้ายกับการซื้อแผนประกันสุขภาพแบบ Medigap ซึ่งเป็นแผนประกันที่จ่ายเงินให้ท่าน ในส่วนที่ Medicare ไม่จ่าย
และสุดท้าย ไม่ว่าท่านจะเลือกแผนประกันสุขภาพ Medicare part D อะไรก็ตาม ท่านก็จะต้องอยู่ในแผนนั้น 1 ปี จนกว่าจะเปิดให้มีการสมัครใหม่อีกในปีต่อไป ซึ่งจะอยู่ระหว่างวันที่ 15 พฤษจิกายน 2006 ถึง 31 ธันวาคม 2006 โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2007
10.10.5
|