HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
Tuesday July 22, 2014 10:53
 

 

หน้าแรกสยามมีเดีย | บ้านเขา บ้านเรา
อาเซียน: ประตูแห่งความฝันของการเป็นตลาดเดียว
โดย สยามมีเดีย นิวส์

26 สิงหาคม 2554

สัปดาห์นี้ผมได้มีโอกาสฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตรซึ่งมีนโยบายหลักหนึ่งในสามเกี่ยวกับอาเซียนที่ผมใคร่ถ่ายทอดมาให้แฟนคลับได้ทราบ

ก่อนอื่นผมใคร่ปูพื้นของอาเซียนสักเล็กน้อยก่อนโดยเรียบเรียงข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

ขณะนี้ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีพื้นที่ราว 4.1ล้านตารางกิโลเมตรซึ่งถือว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่ทีเดียวที่ขณะนี้อาเซียนมีสมาชิกอยู่สิบประเทศคืออินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย บรูไน เวียดนาม ลาว พม่าและกัมพูชา        

ปี 2535 นับว่าเป็นปีของการเปลี่ยนแปลงสำคัญเพราะที่ประชุมสุดยอดมีมติจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มประเทศอาเซียนในฐานะที่เป็นฐานการผลิตที่สำคัญเพื่อป้อนสินค้าในตลาดโลก เปิดเสรีทางการค้า ลดภาษีและแก้อุปสรรคข้อกีดขวางทางการค้า

และเมื่อเดือนธันวาคม 2551 มีการลงนามกฎบัตรอาเซียนขึ้นซึ่งทำให้อาเซียนมีสถานะคล้ายกับสหภาพยุโรปมากยิ่งขึ้นที่ เขตการค้าเสรีอาเซียนได้เริ่มประกาศใช้ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2553 และกำลังก้าวสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งจะประกอบด้วยสามด้าน คือ ประชาคมอาเซียนด้านการเมืองและความมั่นคง ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ในปี พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นหัวใจ

ในวันแถลงนโยบายและอภิปรายวันแรกของรัฐสภานั้นปรากฏว่าไม่ค่อยมีนักการเมืองกล่าวถึงอาเชียน แต่ในวันที่สองกลับได้มีนักการเมืองในรัฐสภาหลายท่านได้ยกปัญหานี้ขึ้นมาอภิปราย โดยได้เล็งเห็นความสำคัญขององค์กรนี้ แต่นักการเมืองเหล่านั้นยังคงคลางแคลงใจว่าประเทศไทยมีความพร้อมหรือไม่ในการแข่งขันกับประเทศสมาชิก เพราะยังไม่มีกลไกในการประสานงานเพื่อเตรียมพร้อมในการขับเคลื่อนที่สมบรูณ์แบบเช่น ยังไม่มีหน่วยงานที่จะประสานงานอย่างมีคุณภาพกับหน่วยราชการและองค์กรเอกชนอีกทั้งคนไทยยังไม่มีขีดความสามารถที่จะเข้าไปแข่งขันในระดับต่างๆ  ดังนั้นผมใคร่จะถ่ายทอดความสำคัญขององค์กรอาเชียนมาเล่าสู่กันฟังครับที่ผมได้รวบรวมข้อมูลมาจากหลายแหล่งด้วยกัน

นัยหนึ่งอาเชียนมีรูปแบบคล้ายๆกันสหภาพยุโรปทั้งนี้แนวความคิดของกลุ่มประเทศยุโรปที่จะรวมตัวกันนั้นได้มีการเคลื่อนไหวมาเป็นเวลายาวนานที่ตอนแรกๆเรียกว่าตลาดร่วม (Common Market) และในที่สุดได้กลายเป็นสหภาพยุโรปเป็นองค์การระหว่างประเทศประกอบด้วยรัฐสมาชิก 27 ประเทศ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 ภายใต้สนธิสัญญามาสทริชต์ แทนที่ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป

ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปมี ออสเตรีย เบลเยียม บัลแกเรีย ไซปรัส สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ฮังการี ไอร์แลนด์ อิตาลี ลัตเวีย ลิทัวเนีย ลักเซมเบิร์ก มอลตา เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ โปรตุเกส โรมาเนีย สโลวาเกีย สโลวีเนีย สเปน สวีเดน และสหราชอาณาจักร

ความสำคัญของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปนี้ก็คือประชาชนของแต่ละประเทศนี้สามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างเสรีภาพ โดยไม่ต้องมีวีซ่า และในอีกสี่ปี่ข้างหน้าประชาชนของกลุ่มประเทศอาเชียนนี้ก็จะมีลักษณะเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามตลาดร่วมของยุโรปเมื่อยี่สิบปีก่อนได้มีเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว ซึ่งขณะนี้ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในกลุ่มประเทศยุโรปทั้งยี่สิบเจ็ดประเทศได้ผนึกตัวกันทั้งทางด้านเศรษฐกิจการเมืองและทางสังคม โดยพวกเขามีสกุลเงินเดียวสิบเจ็ดประเทศจากในยี่สิบเจ็ดประเทศ และประชากรห้าร้อยล้านคนในกลุ่มประเทศเหล่านั้นสามารถจะเดินทางไปไหนมาไหนรวมทั้งค้าขายด้วยกันได้ โดยเปิดเป็นการค้าเสรีและเหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้กำลังจะเกิดขึ้นกับกลุ่มประเทศอาเชียนสิบประเทศเพื่อนบ้านของเราด้วยและนักการเมืองในรัฐสภาต่างพูดแทบจะเป็นเสียงเดียวกัน ว่าเรายังไม่ได้เตรียมตัว ที่แม้แต่นักการเมือง ข้าราชการ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องยังไม่เข้าใจกับกลไกเหล่านั้น แล้วนับประสาอะไรกับตาสีตาสาจะเข้าใจถึงกลไกขององค์กรนี้ที่จะมีส่วนเข้ามาพัวพันกับชีวิตประจำวันของทุกๆคน

แล้วโปรดอย่าลืมว่าจำนวนประชากรของสิบประเทศของอาเชียนนี้มีถึงหกร้อยกว่าล้านคนและจะกลายเป็นตลาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อมากกว่าสหภาพยุโรปเสียอีก และอาจจะกลายเป็นอำนาจต่อรองทางด้านการเมือง ทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตอีกสี่ปีข้างหน้า

และเป็นที่น่าสนใจอีกว่าการประชุมสุดยอดของอาเชียนแต่ละปีจะมีผู้นำของประเทศที่ไม่เป็นสมาชิกได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมหรือเข้าสังเกตุการณ์ด้วยเช่นจีน ญึ่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลียและ นิวซีแลนด์และการเข้าไปสมาชิกของประเทศเหล่านี้ในอนาคตก็คงไม่ใช่ของเลื่อนลอย

จากการแถลงนโยบายหลักของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในหัวข้อที่สามที่ย้ำว่าจะนำประเทศไทยไปสู่การเป็นประชาคมอาเชียนไปในปี ๒๕๕๘ อย่างสมบูรณ์โดยสร้างความพร้อมและความเข้มแข็งทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมืองและความมั่นคง

ดร.     สุรเกียรติ์ เสถียรไท อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศได้เขียนบทความในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เมื่อวันพฤหัสนี้ว่าหากอาเซียนมีความสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็ควรถือว่าเป็นความสำเร็จของประเทศไทยด้วย โดยดร.สุรเกียรติ์ได้เสนอว่ารัฐบาลไทยจำต้องสร้างแผนแม่แบบเบ็ดเสร็จของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐบาลและเอกชน

อีกทั้งดร.สุรเกียรติ์ได้เขียนอย่างมีวิศัยทัศน์ที่กว้างไกลว่า “เราจะต้องช่วยเหลือชาวอาเซียนทั้งมวลและผลประโยชน์ก็จะตกอยู่กับชาวอาเซียนที่งานของอาเซียนมีความเกี่ยวโยงกับชีวิตประจำวันของชาวอาเซียนทุกๆคน”

และดร.สุรเกียรติ์ยังได้เขียนอีกว่าท่านรู้สึกผิดหวังกับผลงานของกระทรวงต่างประเทศของไทยกับความสัมพันธ์กับประเทศเขมร โดยชี้ว่าประชาชนตามชายแดนไม่ได้อะไรทั้งสิ้นและได้ย้ำว่ามาตรการดังกล่าว มิใช่เป็นสิ่งที่เราสมควรจะทำกับประเทศเพื่อนบ้าน

และคราวนี้เราลองมาวิเคราะห์ถึงผลดีของการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเชียน

หนึ่ง จะนำไปสู่สันติภาพและยุติการขัดแย้งและการปะทะทางด้านทหาร ดังจะเห็นได้จากกลุ่มประเทศยุโรป ที่เมื่อก่อนนั้นได้มีสงครามกันตลอดเวลาโดยเฉพาะสงครามระหว่างอังกฤษ ฝรั่งเศสและเยอรมันดังจะเห็นว่าหากเราดูการแผนที่ในแต่ละยุคดินแดนของประเทศเหล่านี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาดังและแม้สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสงครามโลกที่สอง ก็ได้เกิดขึ้นในยุโรปซึ่งขณะปัญหาเหล่านั้นได้ถูกขจัดไปหมดไปแล้ว

สอง เป็นการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยด้วย ฉนั้นฝ่ายทหารต้องหยุดคิดเรื่องรัฐประหารได้แล้ว  เพราะเป็นอุปสรรคกับการพัฒนาประเทศและระบอบประชาธิปไตย และขณะนี้เหล่าประเทศอาเชียนกำลังจ้องมองระบบการเมืองของเราอยู่ ซึ่งเขาอาจจะยังคงไม่มั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาลไทย ซึ่งถือว่าเป็นภาพพจน์ลบของประเทศไทยในเวลาเดียวกันด้วย
   
สำหรับการอภิปรายในรัฐสภาสามวันที่ผ่านมานั้นแม้ว่านักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านจะมีการปะทะคารมกันอย่างดุเดือดรุนแรงอยู่บ้าง และทำให้การประชุมรัฐสภาล่มในวันที่สอง แต่ผมต้องขอชื่นชมนักการเมืองของทั้งสองฝ่าย ที่ต่างมีสปิริตดีและการพูดจาเหน็บแนมระหว่างนักการเมืองด้วยกันก็ควรถือว่าเป็นแบบฉบับของระบอบประชาธิปไตย และมีการประท้วงต่อประธานรัฐสภาก็ตั้งอยู่ในสปิริตที่ต่างฝ่ายรับกันได้ เพราะหากว่านักการเมืองไม่พูดตรงไปตรงมาต่อกัน ก็ถือว่าไม่เป็นการสร้างสรรค์

สาม เป็นโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาของไทยเราได้มีโอกาสพัฒนาทักษะในการใช้ภาษาต่างประเทศและเทคโนโลยีมากขึ้นเพราะต่อไปในอนาคตการดำเนินธุรกิจต้องอาศัยระบบเทคโนโลยี่และการดำเนินการพาณิชย์อิเลคทรอนิกส์สูงขึ้นทุกทีดังนั้นการรอบรู้ภาษาต่างประเทศหลายภาษาและการมีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ในการสื่อสารเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งและในเวลาเดียวกันจะเป็นโอกาสดี ให้ประเทศไทยเราหันไปพัฒนานักเรียนนักศึกษาให้มีคุณภาพทางด้านความคิด ทั้งนี้องค์กรอาเซียนได้ตกลงที่จะยึดเอาภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการติดต่อสื่อสาร

ส่วนด้านคุณภาพของระบบความคิดนั้น  ติดอยู่ที่ว่ารัฐบาลนี้จะส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษามีทักษะทางด้านภาษาจริงจังหรือไม่ ซึ่งเป็นการจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องเปลี่ยนทิศทางในการวางหลักสูตรทางด้านภาษาต่างประเทศให้มีทักษะทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน

สี่ ในเมื่อประเทศสมาชิกมีประชากรถึงหกร้อยล้านคนนับว่ากลุ่มภูมิภาคแห่งนี้ได้กลายเป็นภูมิภาคเศรษฐกิจ (Economic bloc) ที่ใหญ่มากกว่าสหภาพยุโรปและสหรัฐฯที่มีประชากรสามร้อยสิบล้านคนเสียอีก และหากว่าจะมีประเทศเอเชียอื่นๆนอกเหนือสิบประเทศเข้ามาเป็นสมาชิกแล้ว อาเชียนก็จะมีประชากรกว่าครึ่งโลกและคนงานจะกลายเป็นจักรเฟืองสำคัญของอาเซียน แต่อย่าลืมว่าจุดอ่อนของอาเซียนเป็นแค่การรวมกลุ่มของประเทศที่กำลังพัฒนา

ห้า: กำลังซื้อจะมีสูงมากทีเดียวจากประชาชนหกร้อยล้านคน ซึ่งจะมีเงินหมุนเวียนอยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียนอย่างมหาศาลและผู้อุปโภคบริโภคจะมีโอกาสเลือกสินค้าหลากหลายมากขึ้นโดยไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มเติมจากกลุ่มประเทศสมาชิก และเป็นการกำจัดเรื่องกีดขวางทางด้านการลงทุนอีกด้วย

หก อาจจะมีหนทางที่จะกำจัดปัญหาด้านอาญากรรมร่วมกัน โดยอาจจะมีบัตรสมาร์ทการ์ดแทนบัตรประชาชนและใบขับขี่และใช้หนังสือเดินทางผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

เจ็ด การสื่อสารทางด้านโทรคมนาคมจะคล่องตัวมากขึ้น และย่อมเป็นผลดีกับธุรกิจด้านโทรคมนาคมของไทยเราด้วย ที่จะสามารถขายบริการให้กับชาติอื่นๆในเก้าประเทศด้วย และการขับเคลื่อนด้านการขนส่งสินค้าจะสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

แปด ตลาดเดียวและสกุลเงินเดียวย่อมเป็นไปได้สูงในอนาคตข้างหน้า

ผมชักจะมั่นใจว่าหากรัฐบาลของนายกฯยิ่งลักษณ์มีความจริงใจที่ต้องการจะสร้างความสมานฉันท์ ต้องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำ และเตรียมพร้อมทุกภาคทุกส่วนของสังคม เพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้ว โอกาสของความสำเร็จของรัฐบาลนี้ย่อมมีสูง และผมชักจะเชื่อมั่นว่าพรรคฝ่ายค้านก็คงจะให้ความร่วมมือค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ตามผมใคร่ตั้งข้อสังเกตุสองประการของการเตรียมตัวเพื่อให้ประเทศไทยพร้อมเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน

ประเด็นแรกรัฐบาลไทยจำเป็นต้องศึกษาอุปสรรคและข้อบกพร่องและกลไกของสหภาพยุโรปเพราะว่าประชาคมอาเชียนกำลังใช้แบบฉบับของสหภาพยุโรปและเป็นที่น่าสังเกตุว่าชาวยุโรปส่วนใหญ่มีทักษะกับภาษาเยอรมันและเข้าใจภาษาอังกฤษประมาณห้าสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์

ประเด็นที่สองเมื่อผมได้ฟังการอภิปรายในรัฐสภาผมมีความรู้สึกว่าคนไทยทั่วไปยังไม่ค่อยตื่นตัว และยังสับสนกับกลไกตลอดจนความสำคัญที่ยิ่งใหญ่ขององค์กรสำคัญนี้ และเรายังขาดการเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างสมบรูณ์ ที่ไม่เหมือนกับเวียดนามที่กำลังรีบเร่งเตรียมตัวรับมือกับการเข้าสู่ประชาคมอาเชียน ทั้งนี้ผมคิดว่าประเทศไทยโชคดีที่เรามีทรัพยากรบุคคลมากมายที่จะช่วยเหลือแนะนำเรื่องการเตรียมพร้อมเช่นเรามีเลขาธิการอาเชียนคือดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณและดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และรัฐมนตรีฯกระทรวงพานิชย์และตำแหน่งสำคัญอื่นๆ เป็นต้น

และเนื่องจากเหลือระยะเวลาอีกสี่ปี ที่ประเทศจะเข้าสู่ประชาคมอาเชีย นับว่าเวลาเตรียมตัวเหลืออยู่น้อยมาก และในเมื่อรัฐบาลชุดนี้ถือการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเป็นหลัก ดังนั้นรัฐบาลนี้จำต้องวางเป้าหมายและหลักปฏิบัติที่ชัดเจนโดยเร่งด่วน เพื่อให้ไปสู่จุดมุ่งหมายให้สมกับการมีวิศัยทัศน์ที่กว้างไกลของรัฐบาลของนายกฯยิ่งลักษณ์ ในการบรรจุนโยบายหลัก ที่นับว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลนี้จะสามารถวางแบบแผนที่พร้อมจะสร้างกลไกให้ขับเคลื่อนได้อย่างเพรียบพร้อมทันปี2508หรือไม่ และผมรู้สึกแปลกใจที่รัฐบาลชุดนี้มิมีรัฐมนตรีช่วยการต่างประเทศที่ควรจะเข้ามาเพื่อรับผิดชอบทางด้านการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากทีเดียว.

 

 

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats