|
ผมไม่ได้เขียนเรื่องการเมืองไทยมานานพอสมควร แต่เนื่องจากมีท่านผู้อ่านหลายท่านต้องการให้ผม วิเคราะห์เกื่ยวกับการเมืองไทยบ้าง ฉะนั้นฉบับนี้ผมใคร่สนองความต้องการของแฟนคลับครับ
การประเมินผลงานของรัฐบาลที่เพิ่งบริหารประเทศได้เพียง 90 วัน นับว่าไม่ค่อยเป็นการยุติธรรมต่อรัฐบาลนายกสมัคร เท่าที่ควร หากว่าผมจะวิจารณ์ ฉะนั้นผมใคร่ตั้งข้อสังเกตอย่างเดียวว่า อะไรกำลังเกิดขึ้นกับรัฐบาลของนายกสมัคร ซึ่งจะส่ง ผลกระทบกับสังคมอย่างรุนแรง
ฉะนั้นปัญหาการแก้รัฐธรรมนูญ นับว่าเป็นประเด็นหลักที่ทุกฝ่ายกำลังให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ
อันดับแรก ประเทศที่มีความเจริญทางด้านระบอบประชาธิปไตย การแก้ไขรัฐธรรมนูญควรปล่อยให้ฝ่ายสภาฯ เป็นฝ่ายแก้ไขไม่ใช่ฝ่ายรัฐบาล
อย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา จริงอยู่ที่บ่อยครั้งประธานาธิบดีมักจะดำริแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนกัน แต่ฝ่ายที่ดำเนินการนั้นก็ ต้องมาจากสภาคองเกรส
ประเทศไทยเรานั้นนับว่าแปลกกว่าประเทศทุกประเทศในโลก ที่การปกครองไม่มีการต่อเนื่อง เพราะว่าเมื่อกลุ่มไหนขึ้น มามีอำนาจก็จะฉีกรัฐธรรมนูญฉบับเก่าออกไป ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นจริงตามคำกล่าวที่ว่าชนชั้นใดเข้าปกครอง ชนชั้นนั้นก็ต้อง เขียนกฏขึ้นมาใหม่
ระบบการปกครองของสหรัฐฯ แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่คนอเมริกันส่วนใหญ่มีสปิริตในการ เคารพตัวบทกฎหมาย แม้ว่าตนจะไม่เห็นด้วยก็ตาม
อย่างเช่นในกรณีการแข่งขันระหว่างอดีตรองประธานาธิบดีกอร์กับประธานาธิบดีบุชสมัยแรก ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว กอร์ควรจะได้เป็นประธานาธิบดี แต่เมื่อกอร์พลาดท่าในชั้นเชิงแล้ว ฝ่ายกอร์ก็ได้ยินยอมให้บุชเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และหากเป็นประเทศไทยกรณีพิพาททำนองนั้นก็อาจจะนำไปสู่การปฏิวัติได้ง่าย
รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 1787 นับเป็นเวลายาวนานถึง 221 ปี แต่ปรากฏว่าไม่เคยถูกฉีกทิ้ง แต่ได้มี การแก้ไขหรือที่เรียกว่าบทแทรก (Amendment) แค่ 27 ครั้ง เพื่อปรับให้เข้ากับสถานการณ์ของสังคมที่เปลี่ยนไป ดังเช่น เมื่อก่อนคนผิวดำถือว่าเป็นแค่ทรัพย์สิน หรือสตรีไม่มีสิทธิลงคะแนน หรือมีการห้ามดื่มสุรา เป็นต้น แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไปคน อเมริกันก็ต้องยอมรับกับความเป็นจริง และบทแทรกรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ นั้นกว่าจะแก้ไขได้ ต้องได้รับการกลั่นกรองและ เห็นชอบสามในสี่จากทั้งห้าสิบรัฐ ซึ่งจะเห็นว่าเป็นการยากลำบากทีเดียว
ประเด็นหลักอยู่ที่ว่าการแก้รัฐธรรมนูญในประเทศไทยที่กำลังมีการเคลื่อนไหวอยู่กันขณะนี้ อยู่ที่ว่าใครจะเป็นฝ่ายได้ ประโยชน์และฝ่ายไหนที่จะเสียผลประโยชน์
ข้ออ้างที่ว่าขณะนี้รัฐบาลของนายกสมัครต้องการรักษาผลประโยชน์ และเอื้ออำนวยให้อดีตนายกทักษิณพ้น คดีต่างๆ เพราะว่าหากแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วคดีต่างๆ ของอดีตนายกทักษิณศาลก็ไม่สามารถจะหยิบยกขึ้นมา พิจารณาได้อีกต่อไป ซึ่งเท่ากับว่าอดีตนายกทักษิณจะพ้นจากข้อหาทั้งหมด ซึ่งข้ออ้างนี้ก็สมเหตุสมผลน่าฟัง
ส่วนชะตากรรมของพรรคพลังประชาชน พรรคมัชฌิมา และพรรคชาติไทย ในอนาคตจะเป็นอย่างไรก็กำลังขึ้นอยู่กับการ แก้รัฐธรรมนูญใหม่นี้เช่นกันด้วย ซึ่งขณะนี้เมื่อดูแนวโน้มแล้วหากไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ทันท่วงที อนาคตของทั้งสาม พรรคนี้อาจจะถูกยุบไปก็ได้ ดังนั้นรัฐบาลของนายกสมัครจำต้องใช้กลยุทธ์ทุกวิธีทาง เพื่อไม่ให้พรรคพันธมิตรถูกยุบไปรวมทั้ง พรรคพลังประชาชนของตนด้วย และหากพรรคการเมืองสามพรรคนี้ถูกยุบขึ้นมาจริงๆ แล้วละก็ ขุมอำนาจและกลุ่มผลประโยชน์ ของอดีตนายกทักษิณก็จะเกิดความอลหม่านขี้นอย่างแน่นอน
ขณะนี้คดีของพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาได้ถึงมือของฝ่ายอัยการแล้ว ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน ดังนั้น ฝ่ายอัยการจำต้องส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายในสามสิบวัน คือภายในวันที่ 24 พฤษภาคม ซึ่งเวลาเป็นสิ่ง สำคัญที่สุด
ส่วนคดีของนายยงยุทธ ติยะไพรัฐ ประธานสภาผู้แทนราษฏรและกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ที่ได้ประกาศลา ออกจากตำแหน่งประธานสภาฯ แล้ว และได้แถลงว่าการลาออกจากตำแหน่งประธานสภาฯ ไม่มีผลต่อรูปคดีที่ถูกฟ้องร้อง เรื่องคดีทุจริตการเลือกตั้ง
แต่คดีนี้ซึ่งขึ้นอยู่กับศาลสูงสุด และหากว่าศาลสูงสุดตัดสินออกมาว่านายยงยุทธผิดจริง ก็อาจจะโยงไปถึง ชตากรรมของพรรคพลังประชาชนด้วย
ดังนั้นทีมกฎหมายของกลุ่มอดีตนายกทักษิณจำต้องทำงานแข่งกับเวลา เพื่อต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเอื้ออำนวยกับ แก่ฝ่ายตน
ประเด็นการหาทางนิรโทษกรรมอดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทย 111 คน ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่พรรคพลัง ประชาชนต้องการให้สมาชิกของพรรคไทยรักไทยพ้นจากข้อหา
สรุปว่าแกนนำของกลุ่มอดีตนายกทักษิณ จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านสภาฯ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ก่อนที่การตัดสินคดีต่างๆ ของอดีตนายกทักษิณและพรรคการเมืองทั้งสามพรรคจะ สิ้นสุดลง
ล่าสุดนายกสมัครได้ยกเลิกโปรแกรมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ได้เคยมีขึ้นทุกวันอังคารและวันศุกร์ โดยอ้างว่าตนถูก ตำหนิกับการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม และจะปล่อยให้โฆษกเป็นฝ่ายแถลง
แท้จริงในประเด็นนี้ผมได้เคยเขียนไว้ในสยามมีเดีย ตั้งแต่ที่ตอนที่นายกสมัครได้เริ่มจัดเปิดรายการดังกล่าวว่าไม่เป็น การสมควร ซึ่งควรจะเป็นหน้าที่ของโฆษกที่จะคอยแจกแจงถึงรายละเอียดต่างๆ ให้สื่อมวลชนทราบ ซึ่งเท่ากับว่าที่ผ่านมา นายกสมัครไม่รู้จักหน้าที่บทบาทของตน
แต่จู่ๆ มายกเลิกในตอนนี้ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า หากนายกสมัครยังคงเปิดรายการทำนองนี้ต่อไปนั้นนายกสมัครคงจะ เผชิญคำถามต่างๆ มากมาย ที่คงจะไม่สามารถโต้ตอบกับสื่อมวลชนได้ เพราะขณะนี้กระแสต่อต้านนโยบายของรัฐบาลนายก สมัคร และรัฐมนตรีอีกหลายคนได้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกวัน
ฉะนั้นผมมีความคิดเห็นว่านายกสมัครต้องการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเสียมากกว่า ฉะนั้นข้ออ้างของนายกสมัครที่ได้ยกขึ้นมา อ้างล่าสุดนั้นไม่สมเหตุสมผลเท่าที่ควร
เราคงจำได้ว่าตอนที่นายกสมัครได้รับตำแหน่งนายกใหม่ๆ นั้น นายกสมัครพยายามหลีกเลี่ยงนักข่าว แต่พอถูกวิพากษ์ วิจารณ์มากขึ้นนายกสมัครจึงได้เปลี่ยนแผนใหม่ โดยจัดโปรแกรมให้พบกับสื่อมวลชนสองวันต่อสัปดาห์ ฉะนั้นการเปลี่ยนท่า ทีของนายกสมัครกลับไปกลับมาถือว่าเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวตลอดชีวิตการเมือง
สรุปว่าตั้งแต่นี้ไป ความขัดแย้งภายในสังคมเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเพิ่มสูงขึ้นตลอดไป ส่วนพลังเงียบก็จะเป็น ปัจจัยสำคัญที่จะออกมาต่อต้านกับฝ่ายของอดีตนายกทักษิณ ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความรุนแรงได้ที่ง่าย
ทีนี้ขอวกกลับมาพูดเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางด้านการเรื่องเงินเล็กน้อย ทั้งนี้ก็สืบเนื่องมาจากขณะนี้การ ซื้อบ้านโดยไม่ต้องมีเงินดาวน์กำลังกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งสินค้าตัวใหม่นี้นั้นผมไม่มีเนื้อที่เพียงพอในฉบับนี้ แต่ ขอพูดสั้นๆ ว่าหากผู้ซื้อสามารถเจรจาให้ผู้ขายออกค่าโสหุ้ยต่างๆ 6% จากราคาขาย ฝ่ายผู้ซื้อแทบจะไม่ต้องวาง ดาวน์เลย และยังเป็นผลประโยชน์กับผู้ขายอีกด้วย ซึ่งทั้งนี้ผมจะนำมาเสนอในโอกาสหน้า
เนื่องจากโปรแกรมเงินกู้ เอฟเอชเอ ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกัน ซึ่งดาวน์เพียงสามเปอร์เซ็นต์ ได้กลายเป็น โปรแกรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดขณะนี้และเหมาะสำหรับคนไทย และสำนักงานที่ผมทำอยู่มีใบอนุญาตพิเศษ จากรัฐบาลสหรัฐฯ และมีความเชี่ยวชาญพิเศษทางโปรแกรม เอฟเอชเอ โดยเฉพาะฉะนั้น หากท่านใดสนใจ กู้เงินในโปรแกรมนี้หรือโปรแกรมสินเชื่ออื่นๆ รวมทั้งกู้ยืมเพื่อซื้อตึกพาณิชย์ โปรดโทรศัพท์ปรึกษาผมได้ที่ 626-533-1486 หรือไปเยี่ยมที่สำนักงานใหม่ของผมที่ 33 S. Catalina ห้อง 101 เมือง Pasadena ตั้งอยู่ ติดกับ Citizens Business Bank
|