HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2551 11:44 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
















หน้าแรกสยามมีเดีย | บ้านเขา บ้านเรา
ปราการด่านสุดท้ายของ ฮิลลารี่ คลินตัน ลางสังหรณ์กับการเมืองไทย
โดย สยามมีเดีย นิวส์

29 กุมภาพันธ์ 2551

       เนื่องจากการเมืองของไทยและของสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วงนี้ ฉะนั้นผมใคร่เขียนการ เมืองของไทยและของสหรัฐมาคละกัน ในบทความนี้และจะขอเริ่มต้นกับการเมืองของสหรัฐฯ ก่อน

       เนื่องจากโอบามากำลังได้รับโมเม้นตั้มสูงอยู่ขณะนี้ ซึ่งโอบามาได้รับชัยชนะสิบเอ็ดแห่งรวดนับตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์เป็นต้นมา แต่ฮิลลารี่ คลินตันกลับพ่ายแพ้ในรัฐต่างๆ ที่เคยเป็นฐานการเมืองมาก่อน

       จากการสำรวจของหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ร่วมกับสถานีโทรทัศน์ซีบีเอสครั้งล่าสุด ที่เพิ่งรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์นี้รายงานว่า คะแนนนิยมของโอบามาได้พุ่งขึ้นสูงมาก และคะแนนนิยมของคลินตันกลับถดถอยในทุกเพศและวัย

       จากการสำรวจล่าสุดนี้ปรากฏว่าคนอเมริกันนิยมโอบามาเหนือฮิลลารี่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ คือ 45 ต่อ 35 เปอร์เซ็นต์ และยังได้รับคะแนนนิยมเหนือวุฒิสมาชิกแม็คเคนที่จะเป็นตัวแทนของพรรครีพับลิคันเก้าเปอร์เซ็นต์ คือ 45 ต่อ 36 เปอร์เซ็นต์

       ประเด็นความนิยมชมชอบทั่วไปของคนอเมริกันระหว่างฮิลลารี่กับโอบามาปรากฏอีกว่า คนอเมริกันถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ ชอบพออุปนิสัยใจคอและความเป็นผู้นำของโอบามาเหนือคลินตัน

       สำหรับสมาชิกในพรรคเดโมแครตที่คลินตันสังกัดอยู่นั้น ปรากฏอีกว่าคะแนนนิยมได้ลดลงด้วย คือจากที่เคยได้รับคะแนน นิยม 68% เมื่อเดือนธันวาคมปีกลาย แต่ขณะนี้ได้ลดลงหลือ 61%

       นโยบายสงครามอิรักที่มีติดต่อกันเกือบห้าปี ซึ่งทหารอเมริกันเสียชีวิตแล้วถึง 3,973 คน และบาดเจ็บอีก 29,080 คนได้กลายเป็นประเด็นที่แตกต่างกันอย่างสูง ระหว่างค่ายพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิคัน

       วุฒิสมาชิกแม็คเคนซึ่งคงจะเป็นตัวแทนของพรรครีพับลิคันอย่างแน่นอน ได้เน้นอยู่เสมอว่าทหารอเมริกันจะอยู่ในอิรัก ต่อไป ส่วนตัวแทนของพรรคเดโมแครตคาดว่าคงจะเป็นโอบามาหรือคลินตัน ซึ่งจุดยืนของทั้งสองคนนี้ต้องการจะถอนทหาร ออกจากอิรักภายในปีหน้า

       โอบามาได้กล่าวย้ำเสมอตลอดมาว่า เขาได้ต่อต้านสงครามอิรักมาตั้งแต่เริ่มต้น และจะถอนทหารออกจากอิรักภายในปี หน้า ส่วนแม็คเคนได้แถลงว่าตนจะดำเนินสงครามกับอิรักต่อไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ แม้ว่าจะต้องใช้เวลาร้อยปี

       สำหรับคลินตันนั้น เมื่อคืนโต้วาทีเมื่อวันอังคารนี้ ได้ยอมรับสารภาพเป็นครั้งแรกว่าตนเสียใจที่ได้โหวตสนับสนุน ประธานาธิบดีบุชทำการบุกอิรัก ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นการสายเกินไปสำหรับคลินตันที่ได้สารภาพยอมรับผิด เพราะคนอเมริกัน ส่วนใหญ่ได้ปักใจมานานแล้วว่าสงครามอิรักเป็นสิ่งที่ผิดพลาดมาโดยตลอด

       อีกทั้งการโต้วาทีของคลินตันกับโอบามาเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมานี้นับว่าเป็นโอกาสสุดท้าย เพื่อจะสร้างคะแนนนิยม ก่อนการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่สุดในวันอังคารหน้า ที่การเลือกตั้งจะมีขึ้นในสี่รัฐคือในรัฐโอไฮโอ รัฐเท็กซัส รัฐเวอร์มอนต์และ โรดไอแลนด์ ซึ่งมีคะแนนรวมถึง 444 คน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งประธานาธิบดีคลินตันเองก็ได้แถลงอยู่เสมอว่า ฮิลลารี่จะแพ้ ในรัฐโอไฮโอและรัฐเท็กซัสไม่ได้เด็ดขาด และหากแพ้เลือกตั้งในสองรัฐนี้ประธานาธิบดีคลินตันได้บอกว่า โอกาสของภรรยา ของตนที่จะได้รับเป็นตัวแทนของพรรคคงจะหมดโอกาส หากไม่ได้รับชัยสองรัฐนี้หรือเท่ากับว่าการเลือกตั้งในวันที่ 4 มีนาคม สัปดาห์นี้ถือว่าเป็นสมรภูมิด่านสุดท้ายของคลินตัน

       แล้วทำไมคนอเมริกันได้หันไปนิยมโอบมาสูงกว่าฮิลลารี่ขณะนี้?

       ประการแรก คนอเมริกันมักจะเทคะแนนให้กับผู้ที่มีหวังจะได้รับชัยชนะ เพราะไม่อยากจะอยู่ข้างคนแพ้

       ประการที่สอง คนอเมริกันมักนิยมคนที่อยู่เบี้ยล่าง เพราะในหนึ่งเดือนที่ผ่านมาฮิลลารี่ได้โจมตีโอบามาอย่างหนักตลอด เวลา ซึ่งทำให้ในที่สุดโอบามากลับได้รับคะแนนความเห็นใจมากเป็นพิเศษ

       ประการที่สาม คนอเมริกันไม่ชอบที่ประธานาคลินตันเข้าไปยุ่มย่ามในการรณรงค์หาเสียงให้กับภรรยามากเกินไป

       และประการที่สี่ คนอเมริกันมีความประทับใจในการมีบุคลิกที่เป็นผู้นำของโอบามา ที่มีความกระฉับกระเฉงและมีลีลา โวหารพิเศษ ตลอดจนมีความกล้าที่ทำอะไรที่แตกต่างกว่าคนอื่นๆ ซึ่งโอบามามีคุณสมบัติพิเศษในการดึงดูดใจผู้ที่พบเห็น หรือที่เรียกว่ามี Charisma ทำนองเดียวกับประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ที่เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่หนุ่มที่สุดตอน อายุ 43 ปี

       คราวนี้วกมาวิเคราะห์กับการเดินทางกลับเมืองไทยของนายกทักษิณเมื่อวันพุธนี้

       การที่นายกทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีคนรักและคนชังก้ำกึ่งกัน นับว่าเป็นปรากฏการณ์การเมืองที่แปลกของไทย ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากคุณสมบัติเฉพาะตัวของนายกทักษิณที่เป็นคนกล้าได้กล้าเสีย และมักจะไม่ค่อยมีความจริงใจกับคนที่ได้ ช่วยเหลือประดับบารมีมาก่อน เช่น นายแพทย์ประเวศ วะสี, พลตรีจำลอง ศรีเมือง และ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เป็นต้น ซึ่งนายกทักษิณเป็นบุคคลที่คนอื่นเดาใจยาก

       ความล้มเหลวของคมช. กับการบริหารประเทศที่ขาดประสิทธิภาพและไม่ได้สร้างผลงานให้กัประเทศชาติ ซึ่งนับว่าเป็น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนไทยเกิดความเบื่อหน่ายเร็ว และได้หันไปนิยมนักการเมืองของค่ายพรรคไทยรักไทยที่ได้เปลี่ยนมาใน ร่างใหม่ ซึ่งคนที่ขาดความหวังหรือผู้ที่กำลังจมน้ำในสมัยนั้นก็จำเป็นต้องคว้าจับสิ่งที่ตนคิดว่าจะเป็นที่พึ่งได้ แม้แต่เส้นฟาง เพียงเส้นเดียวก็ยอมคว้าจับ

       การวางหมากการเมืองเพื่อให้นายทักษิณกลับประเทศนั้น กลุ่มนักการเมืองไทยรักไทยได้ดำเนินการปูแนวทางตาม ขั้นตอน และได้วางบุคลากรของตนในขุมอำนาจตามกระทรวงทบวงกรมต่างๆ เพื่อคุมอำนาจรัฐแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งการวาง หมากการเมืองเช่นนี้เท่ากับว่าเป็นการกลยุทธ์ที่หลักแหลม หรืออาจจะเรียกว่าเป็น “Stroke of Genius” ซึ่งอาจจะมาจาก กลุ่มมันสมองของนักการเมือง 110 คนที่ถูกตัดสิทธิ์ไป

       การกลับเมืองไทยของนายกทักษิณที่ได้เลือกเอาโอกาสนี้นับว่าเป็นจังหวะที่เหมาะที่สุด เพราะรัฐบาลของนายกสมัคร กำลังระส่ำระสาย และหากรอเนิ่นนานไปอีกระยะหนึ่งก็จะลำบากมาก เพราะเสถียรภาพอาจจะไม่มั่นคงพอที่จะปกป้องนายก ทักษิณในทุกแง่ทุกมุมได้ เพราะมรสุมการเมืองจะค่อยๆ ประดังเข้ามาตามลำดับ และการเลือกโอกาสหรือจังหวะเข้าประเทศ ตอนนี้นับว่าเป็นจังหวะที่ดีที่สุด เพราะเป็นช่วงที่พรรคพวกกลุ่มอดีตนายกทักษิณเข้าครอบงำอำนาจรัฐอย่างสิ้นเชิงรวมทั้ง รัฐสภาด้วย

       อำนาจเงินก็เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอีกด้วย ที่นายกทักษิณสามารถเอาอำนาจเงินเป็นการให้บำเน็จบำนาญเลี้ยงรักษา พรรคพวกของตนให้มีความจงรักษ์ภักดี ซึ่งทั้งนี้ยังรวมไปถึงสื่อมวลชนด้วยที่หวังได้รับผลประโยชน์เพื่อความอยู่รอดของตน และได้ตอบสนองนายกทักษิณในการประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดภาพพจน์บวกและทำลายภาพพจน์ที่ไม่ดีออกไป

       ปัญหาเรื่องความปลอดภัยของนายกทักษิณ ซึ่งได้รับหลักประกันก็นับได้ว่าเป็นการเสี่ยงไม่น้อยกับรัฐบาลของนายก สมัคร เพราะหากว่าอะไรเกิดขึ้นที่อาจจะเป็นอันตรายกับนายกทักษิณและครอบครัวนั้น รัฐบาลของนายกสมัครต้องเป็นฝ่าย รับผิดชอบ

       ส่วนการปฏิวัติซ้อนขณะนี้ก็อาจจะเกิดขึ้นค่อนข้างลำบาก เพราะฝ่ายทหารต้องคิดหลายตลบเพราะมี บทเรียนที่ผิดพลาดมากมายในอดีตที่ผ่านมา อีกทั้งความศรัทธาจากประชาชนกับสถาบันทหารถดถอยลงอย่าง สิ้นเชิงตั้งแต่คมช.พ้นอำนาจ

       สำหรับการกลับมาของนายกทักษิณก็ย่อมสร้างความแตกแยกในสังคม ซึ่งเป็นของธรรมดาเพราะว่ากรณี ของนายกทักษิณเป็นเรื่องของการเมือง เป็นเรื่องของการแข่งแย่งผลประโยชน์และอำนาจรัฐ

       ส่วนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขณะนี้ก็เสียโมเม้นตั้ม เพราะไม่สามารถเคลื่อนไหวอะไรได้มาก แต่อาจจะ รอจังหวะต่อไปหากว่ารัฐบาลของนายกสมัครทำผิดพลาดที่จะสร้างความไม่สงบสุขกับสังคมและประเทศชาติ

       และการที่เลขาธิการพรรครัฐบาลถูกใบแดงและอาจจะถูดตัดสินในทำนองเดียวกันจากศาลสูงสุด หากว่าศาลสูงสุดมี ความศักดิ์สิทธิ์และอาจจะทำให้รัฐบาลของนายกสมัครเกิดการระส่ำระสายมากขึ้น และอาจจะมีการยุบพรรคและปรับรัฐบาล ใหม่ก็ได้

       ขณะนี้เครดิตของรัฐบาลนายกสมัครกำลังลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ดังเช่นประชาชนได้หันไปสนใจนายก ทักษิณนายกตัวจริง ซึ่งประชาชนไม่ได้ให้ความสนใจกับนายกสมัครแม้แต่น้อยขณะเดินทางไปเยี่ยมชมตลาด

       กล่าวโดยสรุป ขณะนี้ยังไม่มีใครสามารถทำการคาดการณ์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับการที่นายกทักษิณอยู่ใน เมืองไทย รวมถึงตัดสินในคดีต่างๆ ของนายกทักษิณที่อาจจะมีการพลิกล็อคได้เพราะอำนาจเงินเป็นตัวกำหนด และในที่สุดบทบาทของนายกตัวจริงของนายกทักษิณจะค่อยๆ ปรากฏออกมาชัดขึ้น และอาจจะนำไปสู่การขัด แย้งกับนายกสมัครที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้

กลับด้านบน

 

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats