|
การเลือกตั้งที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 23 ธันวาคมนี้ปรากฏว่ามีพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกมีเจ็ดพรรคด้วยกัน คือ
| พรรคพลังประชาชน |
233 คน |
เท่ากับ 49% |
| พรรคประชาธิปัตย์ |
165 คน |
หรือ 34% |
| พรรคชาติไทย |
37 คน |
หรือ 8% |
| พรรค เพื่อแผ่นดิน |
24 คน |
หรือ 5% |
| พรรครวมไทยชาติพัฒนา |
9 คน |
หรือ 2% |
| พรรคมัชฌิมาธิปไตย |
7 คน |
หรือ 1% |
| พรรคประชาราช |
5 คน |
หรือ 1% |
จากผลการเลือกตั้งนี้ก็แบ่งได้สามเส้า พวกแรกคือสองพรรคใหญ่ที่มีพรรคพลังประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มพรรคขนาดกลางคือพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน และกลุ่มพรรคเล็กสามพรรค คือ พรรคไทยชาติพัฒนา พรรคมัชฌิมาธิปไตย และประชาราช
ทันทีที่ผลการเลือกตั้งออกมา นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพลังประชาชนได้แถลงว่าตนจะเป็นนายกคนต่อไป และคมช.เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ซึ่งการพูดจาก้าวร้าวเช่นนี้ถือว่าเป็นคำพูดที่คนไทยส่วนใหญ่รับไม่ได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คงจะไม่เป็นที่พอใจจากฝ่ายทหาร อีกทั้งขณะนี้สังคมไทยกำลังเปราะบางและเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ทุกฝ่ายต่างต้องการ ความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคม ฉะนั้นผู้นำที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปต้องเป็นนักประนีประนอมที่ทุกฝ่ายและ ประชาชนทั่วประเทศรับได้ ไม่ใช่เป็นนักเผชิญหน้านักบู๊ ดังนั้นการแถลงของนายสมัครอาจจะถูกตีความจากคนทั่วไปและ จากฝ่ายทหารว่านายสมัครเป็นนักฉวยโอกาสหรือมีท่าทีแบบโอ้อวดและผยอง
การที่พรรคพลังประชาชนได้รับเสียงถึงสี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ถือว่าอำนาจเดิมยังมีฐานเสียงแน่นหนาสูง และสมาชิก พรรคไทยรักไทย 111 คนที่คมช.กำจัดสิทธิ์ไป ซึ่งมีขีดความสามารถสูงในการจัดตั้งและปลุกระดมมวลชนได้ทำงานอยู่ เบื้องหลัง วางแผนอย่างมีประสิทธิภาพให้กับผู้ที่ได้รับเลือกกับพรรคพลังประชาชนครั้งนี้จากภาคอีสานและภาคเหนือ และ เป็นที่น่าสังเกตอีกว่ากลุ่ม 6 ตุลาฯและนายสมัครเคยอยู่คนละขั้วกันเมื่อสามสิบปีก่อน แต่ได้มารวมตัวกันได้ก็ เพราะต่างมีผลประโยชน์ร่วมกัน
และอีกปัจจัยสำคัญที่สำคัญก็คือประชาชนได้ขาดความศรัทธากับผลงานของคมช. ที่ไม่ได้สร้างผลงานที่เด่นชัด ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ขณะนี้ต่างยอมรับได้กับการคอรัปชั่นในวงการนักการเมือง ตราบใดที่นักการเมืองสร้างผลงานออกมา
อีกทั้งคมช.ได้คาดการณ์ผิดกับฐานอำนาจเดิมของอดีตนายกทักษิณ ที่มีฐานเสียงมั่นคงจากสื่อมวลชนและวงการ ธุรกิจ
และปัจจัยอะไรที่พลังประชาชนยังได้รับนิยมจากภาคเหนือและภาคอีสาน
ในแง่ของภาคอีสานนั้น อาจจะมาจากปัจจัยเศรษฐกิจและความจงรักภักดีของชาวอีสานที่มีต่ออดีตนายก ทักษิณ ทั้งนี้ก็เพราะครั้งที่อดีตนายกทักษิณมีอำนาจได้ปล่อยเงินกู้สู่ท้องถิ่นหรือนโยบายเงินผัน เพื่อให้ชาวอีสานมีโอกาส กู้เงิน ซึ่งชาวอีสานคิดว่านายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ ในอดีตไม่ได้เปิดโอกาสให้ความเป็นอยู่ของชาวอีสานดีขึ้น และส่วนฐานะความ เป็นอยู่ของชาวอีสานในระยะยาวจะดีขึ้นหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ผลงานของอดีตนายกทักษิณนับว่าเป็นนามธรรมที่ ประชาชนได้ประจักษ์ด้วยตัวเอง ในช่วงที่อดีตนายกทักษิณมีอำนาจ และอีกแง่หนึ่งชาวอีสานมีความซื่อสัตย์จงรักภักดีกับผู้ที่ เคยช่วยเหลือเกื้อกูลอุปการะคุณกับตน ส่วนฐานเสียงจากผู้นำท้องถิ่นที่ได้รับผลประโยชน์สูงจากรัฐบาลอดีตนายก ทักษิณ ก็คงเป็นปัจจัยสำคัญที่ชาวอีสานเชื่อตามผู้นำท้องถิ่น
สำหรับชาวเหนือนั้นเป็นที่ประจักษ์กันดีว่าอดีตนายกทักษิณได้ทุ่มเท ผันงบประมาณมากมายในการพัฒนาจังหวัด ภาคเหนือซึ่งเป็นของธรรมดาที่ชาวเหนือต้องการตอบสนอง และไม่ลืมกับคุณงามความดีที่อดีตนายกทักษิณเคย ช่วยเหลือให้กับคนในพื้นที่นี้ อีกทั้งอดีตนายกทักษิณก็เป็นชาวเหนือและขวัญใจของประชาชนภาคเหนือด้วย
ชัยชนะของพรรคพลังประชาชนครั้งนี้ถือว่าอดีตนายกทักษิณมีวิสัยทัศน์ในการเลือกนายสมัคร สุนทรเวชเป็น หัวหน้าพรรคฯ ที่สามารถเปลี่ยนและแปรทรรศนะความคิดเห็นของประชาชน ให้หันไปนิยมพรรคพลังประชาชน ได้เป็นอย่างสูงในเพียงช่วงระยะสั้นๆ ซึ่งเมื่อสองเดือนก่อนคนทั่วไปต่างคาดว่านายกคนต่อไปต้องเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ตามรายงานของหนังสือพิมพ์มติชน ของวันที่ 26 ธันวาคมนี้รายงานว่าในพรรคพลังประชาชนที่ได้รับ เลือก 233 คนนั้น มีผู้สมัครที่เป็นเครือญาติและอยู่ในพรรคเดียวกัน 16 ตระกูลรวมสามสิบสี่คน ส่วนพรรค ประชาธิปัตย์ได้รับเลือก 165 คนที่เป็นเครือญาติกัน 15 ตระกูล และชาติไทยมี 7 ตระกูล ส่วนประชาราชมี ตระกูลเทียนทองสี่คน
สำหรับอัตราส่วนผู้ที่เป็นเครือญาติของพรรคพลังประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้รับเลือกครั้งนี้ ถือว่ามีอัตราส่วน ไล่เลี่ยกัน ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นในเวทีการเมืองของประเทศตะวันตก ฉะนั้นการที่เครือญาติเหล่านี้เข้าไปเล่นการเมือง คนทั่วไป อาจจะมองว่าการเล่นการเมืองเป็นธุรกิจที่เป็นล่ำเป็นสัน ที่นักการเมืองที่ยอมลงทุนเลือกตั้งก็ย่อมจะได้ทุนคืนมาในระยะสั้น หรือถือว่าเป็นการลงทุนที่ดีตลอดจนได้เป็นที่ยอมรับของสังคมอีกด้วย
ส่วนใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปก็ต้องมาจาก 480 คนที่ได้รับเลือกครั้งนี้ ซึ่งผู้ที่กำลังตกเป็นข่าวก็คงจะมีนาย สมัคร สุนทรเวช, นายบรรหาร ศิลปอาชา และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เมื่อวิเคราะห์ถึงคะแนนนิยมของแต่ละพรรคจากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าไม่มีพรรคการเมืองใดที่ได้รับความ นิยมเป็นเอกฉันท์จากทั่วประเทศ ประชาชนจากภาคเหนือและภาคอีสานนิยมพรรคพลังประชาชน ส่วนประชาชนใน กรุงเทพฯ และภาคใต้นิยมพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าสังคมไทยกำลังแบ่งแยกกันอย่างเด่นชัด และหากนายก คนต่อไปไม่ว่าจะเป็นนายสมัคร หรือนายบรรหาร หรือนายอภิสิทธิ์ ก็อาจจะถือว่าเป็นผู้นำภาคไม่ใช่เป็นผู้นำประเทศ
และในเมื่อไม่มีพรรคการเมืองใดได้รับคะแนนชนะขาดลอยหรือเอกฉันท์ ฉะนั้นรัฐบาลที่จะฟอร์มขึ้นในอนาคตก็เป็น รัฐบาลผสม และจะมีการแบ่งสรรปันส่วนซึ่งกันและกัน
เมื่อรัฐบาลถูกฟอร์มขึ้นมาเป็นรัฐบาลผสม ดังนั้นพรรคการเมืองที่จะเข้าไปร่วมกับพรรคการเมืองแกนนำจัดตั้ง รัฐบาล ก็ต้องมีเจรจาต่อรองเพื่อผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ส่วนผลประโยชน์ของประเทศก็ถือว่าเป็นเรื่องรอง ซึ่งพรรคเล็กสามพรรคคือประชาราช พรรคชาติพัฒนา และพรรคมัชฌิมาธิปไตย จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการฟอร์มรัฐบาล ซึ่งพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะพยายามเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับพรรคเล็กสามพรรคนี้ โดยจะแบ่งโควต้าตำแหน่ง รัฐมนตรีของกระทรวงต่างๆ ให้
สมมุติฐานฟอร์มแรก คือ พรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ โดยจะดึงพรรคชาติพัฒนา พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคประชาราชซึ่งรวมเข้าด้วยกันเป็น 254 เสียงหรือ 53% แต่หากว่าพรรคใดพรรคหนึ่งถอนตัวออกไปรัฐบาลชุดนี้ก็ จะมีปัญหาทันที
สมมุติฐานฟอร์มสอง หากว่าพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่อาจจะรวมกับพรรคประชาราช พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคชาติพัฒนา และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ก็มีเสียงรวมเพียง 278 ที่นั่งเท่ากับ 58% แต่พรรคประชาธิปัตย์ จะรวมกับพรรคชาติไทยที่มีจำนวนรวมสส. 202 คนหรือ 42% จะกลายเป็นขั้วฝ่ายค้าน
ฉะนั้นรัฐบาลของพรรคพลังประชาชนที่มีคะแนนเสียงในฟอร์มแรกและฟอร์มสองในสภา ก็จะเป็นรัฐบาลที่ไม่มี เสถียรภาพและค่อนข้างง่อนแง่น และในเมื่อนายสมัครมีแผลการเมืองที่มีคดีติดตัวอยู่ขณะนี้ ก็อาจจะเป็นปัจจัยที่ฝ่ายค้าน จะขุดคุ้ย เปิดโปงออกมาเรื่อยๆ ซึ่งนายสมัครจะกลายเป็นเป้านิ่งถูกโจมตีตลอดเวลา และอาจจะส่งความไม่แน่ใจจาก ประชาชนก็ได้ อีกทั้งจะกลายเป็นเหยื่อของสื่อมวลชนตลอดเวลา และนายสมัครก็คงจะไม่มีโอกาสที่จะทุ่มอุทิศเวลาทั้งหมด ในการบริหารประเทศอย่างเต็มที่
ในแง่ขีดความสามารถของนายสมัครในการบริหารประเทศ ก็ยังขาดคุณสมบัติที่จำเป็นหลายด้าน คือไม่ สันทัดทางด้านเศรษฐกิจ ขาดความรอบรู้ทางด้านเทคโนโลยี ไม่สัดทัดในการติดต่อกับผู้นำและนักลงทุนต่าง ประเทศ เพราะขาดทักษะทางด้านภาษา และยังขาดมนุษยสัมพันธ์ที่ดีและวิสัยทัศน์ ซึ่งอาจจะเป็นอุปสรรคสำคัญ ที่จะเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยจำต้องแข่งขันการต่างชาติในแบบ ฉบับเศรษฐกิจโลก (Global Economy)
ดังนั้นการที่นายสมัครมีขีดความสามารถสูงในด้านโวหารกับการพูดเก่งอย่างเดียว นับว่ามีขีดความ สามารถจำกัดกับการตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในภาวะเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันสูง และต้องเผชิญกับภาวะ เศรษฐกิจภายในประเทศที่กำลังถดถอยอยู่ในขณะนี้
ฟอร์มที่สาม รัฐบาลผสมระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคชาติไทย ซึ่งอาจจะดึงพรรคเล็กทั้งหมดรวมทั้ง พรรคชาติไทยด้วยซึ่งรวมแล้วจะมีเพียง 247 ที่นั่งหรือ 51% ก็นับว่าน้อยเช่นกัน และหากว่าพรรคเล็กพรรคใดพรรคหนึ่ง ถอนตัวรัฐบาลก็จะไม่มีเสถียรภาพเช่นกัน
ฟอร์มที่สี่ พรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำโดยอาจจะดึงพรรคชาติไทยเข้าไปร่วม และมีพรรคขนาดกลางและ พรรคเล็กสามพรรคเข้าด้วยกันก็จะมีเสียง 315 เสียงหรือ 66% ซึ่งอาจจะเป็นรัฐบาลที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพมากกว่าฟอร์ม ที่หนึ่ง สอง และสาม แต่ประเด็นอยู่ที่ว่านายสมัครหรือนายกทักษิณจะยอมปล่อยให้นายบรรหารเข้าดำรงตำแหน่งนายก หรือไม่ หรือนายบรรหารกล้าที่จะไปรวมกับพรรคพลังประชาชนหรือไม่ เพราะในสมัยรัฐบาลทักษิณสอง นายบรรหารเคย ถูกลอยแพจากอดีตนายกทักษิณมาครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นบทเรียนราคาแพงของนายบรรหารมาก่อน
ฉะนั้นไม่ว่ารัฐบาลฟอร์มหนึ่ง ฟอร์มสอง หรือฟอร์มสาม รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นก็จะกลายเป็นรัฐบาลไม่มี เสถียรภาพ ดังนั้นรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นก็จะเพียงเป็นรัฐบาลที่จะสร้างความฮือฮาไปได้แค่ระยะหนึ่งเท่านั้นเอง และ การเมืองไทยก็จะเข้าสู่วงจรเดิมที่ประชาชนจะเกิดความเบื่อหน่าย และจะเดินขบวนเรียกร้องให้ทหารเข็ญรถถัง มาปฏิวัติอีกครั้ง และการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นแค่อุบัติเหตุทางการเมืองเท่านั้นเอง
อย่างไรก็จัดตั้งฟอร์มรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นคงจะไม่ลงตัวง่ายๆ เพราะพรรคพลังประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรค ชาติไทยต่างจะเล่นชั้นเชิงเพื่อช่วงชิงเจรจาต่อรองฟอร์มรัฐบาลกันอย่างเงียบๆ โดยหลอกล่อเสนอผลประโยชน์กับพรรค ขนาดกลางและสามพรรคเล็กต่อไป
ส่วนนายกรัฐมนตรีคนต่อไปที่จะสามารถนำรัฐนาวาลำนี้ให้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง เพื่อที่จะพิสูจน์ผลงานว่า เป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ และนำประเทศแข่งขันกับศัตรูทางเศรษฐกิจนานาชาติได้ คงจะหาบุคคลที่เพียบพร้อม นี้ลำบาก
ชัยชนะการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนครั้งนี้นับว่าเป็นความพ่ายแพ้ระดับหนึ่งของคมช. เพราะ คมช.ไม่สามารถกำจัดอำนาจเก่าอย่างเบ็ดเสร็จได้ และการประกาศกลับมาของอดีตนายกทักษิณเพื่อสู้คดีคงจะมีขึ้นอีก ไม่กี่เดือนข้างหน้า และแม้ว่านายกทักษิณจะแถลงว่าจะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ได้กล่าวว่าพร้อมที่ให้คำแนะนำฟรี กับผู้ที่สนับสนุนตน ซึ่งถือว่าเป็นการบอกใบ้ว่าตนจะไม่ละทิ้งการเมืองอย่างสิ้นเชิง
และประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือทหารจะยอมให้อดีตนายกทักษิณกลับประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะ ห่วงขั้วอำนาจเก่าจะเช็คบิลกับฝ่ายทหารที่โค่นอำนาจอดีตนายกทักษิณ
ส่วนประเด็นที่อาจจะมีสส.หลายคนที่ได้รับเลือกครั้งนี้อาจจะถูกตัดสิทธิ์ เพราะทำผิดกฎการเลือกตั้งและอาจจะสร้าง ปัญหากับการฟอร์มรัฐบาลก็ได้
ดังนั้นแผนการกลับมาของอดีตนายกทักษิณ อาจจะเป็นตัวจุดฉนวนถึงความรุนแรงระหว่างฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายต่อต้านอดีตนายกทักษิณ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ง่ายในอนาคต และจะเปิดโอกาสให้ทหารเข้าไปแทรกแซง ได้อีกครั้งก็ได้
ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่นี้ ผมขออวยพรแก่ผู้อ่านทุกท่านให้มีแต่ความสุข และคิดสิ่งใดๆ สมความปรารถนา ทุกๆ ท่านด้วยเทอญ.
|