|
เนื่องจากผมคลุกคลีกับตลาดการเงินทุกวันและตระหนักดีว่า ขณะนี้ธนาคารทุกแห่งไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ต่างประสบกับการขาดแคลนเงินทุนปล่อยเงินกู้ และได้กำหนดเงื่อนไขอย่างเข้มงวดกับลูกค้ามากขึ้น ฉะนั้นอัตรา ดอกเบี้ยในตลาดขณะนี้ได้ขึ้นๆ ลงๆ ยากที่เราจะคาดการณ์ได้
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้เขียนเกี่ยวกับ ดอกเบี้ยจะ ลดหรือไม่ และผมได้สรุปว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจจะลด ดอกเบี้ยระหว่าง 0.25% ถึงครึ่งเปอร์เซ็นต์ และเมื่อวันอังคารที่ 11 ธันวาคมนี้ ธนาคารกลางได้ลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินมากพอสมควร
ทันทีที่ธนาคารประกาศลดดอกเบี้ยลงมานั้น หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่ศูนย์การเงินในกรุงนิวยอร์คตกฮวบลงทันที เกือบสามร้อยจุด สืบเนื่องมาจากวงการธนาคารและการเงินผิดหวังมาก แต่เมื่อวันพุธและวันพฤหัสนี้หุ้นได้เขยิบตัวขึ้นเล็กน้อย
การที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดอัตราดอกเบี้ยนี้ ท่าทีของวงการธนาคารและการเงินได้แบ่งออกเป็นสอง ค่าย ซึ่งค่ายหนึ่งต่างคาดหวังว่าธนาคารกลางควรจะลดดอกเบี้ยครึ่งเปอร์เซ็นต์ เพราะวงการธนาคารต้องการกู้ เงินจากธนาคารกลางด้วยอัตราดอกเบี้ยถูกลง และต้องการลดต้นทุนเงินกู้ อีกทั้งขณะนี้ธนาคารยักษ์ใหญ่ ทั้งหลายต่างประสบการขาดทุนอย่างย่อยยับจากหนี้เสีย กับการปล่อยเงินกู้หรือลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ ตลาดด้านอสังหาริมทรัพย์กำลังปั่นป่วนอยู่ขณะนี้ ที่ลูกค้าไม่สามารถผ่อนได้ ซ้ำราคาบ้านตกฮวบ และอีกค่ายหนึ่ง พอใจกับการลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% เพราะไม่ต้องการให้เกิดเงินเฟ้อ
ขณะนี้เป็นการยากที่ธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่ทั่วไปจะสามารถยืมเงินจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ เพราะธนาคาร กลางฯ วางเงื่อนไขไว้สูงและต้องวางหลักฐานต่างๆ ตามที่ธนาคารกลางต้องการ อีกทั้งธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางและ ขนาดเล็กก็ไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารใหญ่อีกต่อหนึ่งได้ เพราะมีเงื่อนไขที่เข้มงวดสูง
ฉะนั้นขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปต่างพยายามดึงดูดให้ลูกค้าเอาเงินมาฝากให้สูงขึ้น เพราะปกติแล้วเงินฝาก ส่วนใหญ่เป็นเงินกินเปล่าที่ทางธนาคารไม่ต้องเสียดอกเบี้ยอะไรทั้งสิ้น ยกเว้นลูกค้าที่ฝากเงินออมสินประเภทซีดีหรือเงินฝาก ระยะยาว
ขณะนี้เราจะเห็นว่าธนาคารทุกแห่งต่างแข่งขันเสนอดอกเบี้ยให้กับลูกค้าสูง ซึ่งทางธนาคารจะนำเงินนั้นไปปล่อยให้ ลูกค้ากู้อีกต่อหนึ่งเพื่อค้ากำไร
ขณะนี้คนทั่วไปที่หวังได้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงมักจะหันไปเปรียบอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารหรือพันธบัตรรัฐบาล และพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ นั้นระยะหกเดือนอัตราดอกเบี้ยได้ลดลงเหลือเพียง 3.17% จากที่เคยมีถึง 4.88% เมื่อเดือน สิงหาคม
ส่วนเงินฝากธนาคารประเภทเงินฝากออมสินระยะสั้นหรือซีดีของธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ระยะเงินฝากหกเดือนก็ตก ฮวบเช่นกัน จากอัตราเฉลี่ยเมื่อเดือนสิงหาคม 3.86% นั้นขณะนี้ได้ลดลงเหลือ 3.66%
ในกรณี Countrywide Bank ที่กำลังประสบปัญหาการเงินหนักขณะนี้นั้น ได้เสนอดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าธนาคาร พาณิชย์ทั่วไป เพราะต้องการเงินฝากมาหมุนเวียนซึ่งขณะนี้ Countrywide Bank เสนอให้ดอกเบี้ยเงินฝากซีดีระยะหกเดือน 5.35% แต่มีเงื่อนไขว่าลูกค้าต้องมีเงินฝากอย่างน้อยหนึ่งหมื่นเหรียญ และต้องฝากอย่างน้อยหกเดือน
อย่างไรก็ตามธนาคารบางแห่งได้เสนอดอกเบี้ยสูงกว่า Countrywide เพราะธนาคารแต่ละแห่งขาดแคลนกองทุน ปล่อยเงินกู้
การลดดอกเบี้ย 0.25% นี้นับว่าประธานธนาคารกลางและผู้ว่าการธนาคารภาคอีกแปดคนได้พบกันครึ่ง ทาง เพราะว่ามีผู้ว่าการภาคเขตบอสตันไม่เห็นด้วยกับการลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% เพราะเขาต้องการให้ลดครึ่ง เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งวงการธนาคารและการเงินต่างเรียกร้องผลักดันให้ธนาคารกลางลดอัตราดอกเบี้ยครึ่งเปอร์เซ็นต์
จากแถลงการณ์ของธนาคารกลางเมื่อวันอังคารนี้ได้ย้ำว่าภาวะเศรษฐกิจทั่วไปของสหรัฐฯ กำลังเลวร้ายลง สืบเนื่อง มาจากการชะลอตัวด้านเศรษฐกิจ และตามมาด้วยกำลังซื้อที่ลดลง ซึ่งสามนักเศรษฐศาสตร์ของสามสำนักยักษ์ใหญ่ที่มี อิทธิพลสูงในวงการธุรกิจคือ Merrill Lynch, Morgan Stanley และ Macroeconomic Advisors ต่างลงความเห็นว่าพ้องกัน ว่าเศรษฐกิจได้ชลอตัวลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2001
และคำแถลงการณ์ของธนาคารกลางกลับคลุมเครือ เพราะว่าธนาคารไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรว่ามาตรการต่อไปนั้น ธนาคารกลางจะมีมาตรการไว้อย่างไรบ้าง ซึ่งทำให้วงการธุรกิจทั่วไปเกิดความไม่มั่นใจกับท่าทีของธนาคารกลาง
และขณะที่วงการธนาคารและการเงินกำลังเกิดความโกลาหลอยู่นั้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ประกาศที่จะ ร่วมมือกับธนาคารกลางยุโรป แคนนาดา ธนาคารอังกฤษ และธนาคารกลางสวิส เพื่อจะฉีดเงินสี่สิบพันล้านเหรียญ ให้ธนาคารกู้ และทันทีที่ข่าวออกมาเป็นผลให้ดัชนีตลาดหุ้นพุ่งสูงขึ้นถึง 270 จุด แต่ในช่วงที่ตลาดหุ้นปิดปรากฏ ว่าเมื่อวันพุธนี้ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มสูงเพียงสี่สิบจุด
การที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ เข้าไปดึงธนาคารกลางต่างประเทศเข้ามามีบทบาทนี้ เท่ากับว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ตระหนักถึงความเลวร้ายวิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ดี และได้เจรจากันอย่างเงียบๆ กับผู้นำของธนาคารหลักๆ ในต่างประเทศ แต่เพิ่งประกาศออกมา ซึ่งไม่ใช่เป็นของบังเอิญแต่อย่างใด เพราะธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ตระหนักถึงความเลวร้ายกับภาวะ เศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวไปทุกอุตสาหกรรมและทุกมุมโลกด้วย
เป็นที่น่าสนใจว่าความร่วมมือระหว่างธนาคารกลางสหรัฐฯ กับประเทศกลุ่มยุโรปครั้งนี้ไม่มีประเทศญี่ปุ่นหรือจีนอยู่ ด้วย
เงินกองทุนสี่สิบพันล้านที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ประกาศที่จะปล่อยสู่ตลาดการเงินนี้ ทางธนาคารกลางฯ จะปล่อยเงินกู้ให้สถาบันการเงินและธนาคารยักษ์ใหญ่ยี่สิบเอ็ดแห่งที่มีฐานะมั่นคงสูง ที่จะเป็นตัวกลางเพื่อปล่อย เงินกู้ให้กับธนาคารหลายพันแห่งทั่วประเทศอีกต่อหนึ่ง
ผลดีระยะนี้สำหรับคนไทยก็คือดอกเบี้ยกู้สำหรับอสังหาริมทรัพย์จะลดลงอีก แต่จำเป็นต้องรอไปอย่าง น้อยสามสัปดาห์ขึ้นไป และมีผลดีกับนักธุรกิจที่อาศัย Line of Credit ที่ดอกเบี้ยจะลดลงตาม Prime Rate ซึ่ง ธนาคารพาณิชย์ได้ลดดอกเบี้ยประเภทนี้ให้กับลูกค้าเรียบร้อยแล้ว
การที่ธนาคารกลางฯ จะฉีดเงินออกสู่ตลาดการเงินสี่สิบพันล้านเหรียญนี้อาจจะเป็นแค่พยุงเศรษฐกิจชั่วคราว เปรียบ เสมือนที่หมอพาคนไข้ออกจากห้องฉุกเฉินแต่ไม่ทราบว่ายาขนานใหม่จะรักษาคนไข้ได้หรือไม่ หรือประหนึ่งเปรียบเสมือนหมอ รักษาแผลใหญ่กับคนไข้โดยปิดด้วยผ้าพันแผลไปพลางๆ ก่อน
และจากการแถลงข่าวล่าสุดเมื่อวานนี้ของสามสถาบันธนาคารยักษ์ใหญ่ คือธนาคารอเมริกา Wachovia Bank และ PNC Financial Services ว่าในปีหน้าสามสถาบันนี้จะมียอดขาดทุนสูงที่ต่างฝ่ายไม่คาดการณ์มาก่อน และได้เตรียมเงิน สำรองมหาศาลเพื่อแทงหนี้เสียไว้เรียบร้อยแล้วด้วย
แปลว่าขณะนี้ธนาคารสหรัฐฯ ที่เป็นฝ่ายกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจนั้นได้ตระหนักดีถึงวิกฤติที่ เลวร้าย และได้หันไปขอความร่วมมือกับมิตรประเทศซึ่งก็ได้ให้ความร่วมมืออย่างดี ซึ่งเท่ากับว่าธนาคารสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญสูงในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งมิตรประเทศของสหรัฐฯ ก็ไม่ต้องการให้เศรษฐกิจที่ เลวร้ายในสหรัฐฯ แพร่ไปยังมิตรประเทศ จึงได้ให้ความร่วมมือด้วย แต่ทั้งนี้ก็ไม่แน่ใจว่ามาตรการใหม่นี้จะสามารถ เรียกความมั่นใจคืนในวงการเงิน และแก้ไขปัญหาเลวร้ายของสหรัฐฯ และทั่วโลกได้หรือไม่
เนื่องจากตลาดการเงินที่กำลังปั่นป่วนและเงินกู้ที่เคยขาดแคลนในตลาดอาจจะเริ่มดีขึ้น ฉะนั้นผู้ที่ต้องการ คำปรึกษาด้านกู้เงินเพื่อธุรกิจ หรือ Line of Credit หรือกู้เงินที่อยู่อาศัยหรือรีไฟแนนท์บ้าน โปรดโทรศัพท์ฟรี ได้ที่เบอร์ตรง 323-948-0739 หรือมือถือ 626-533-1486
|