HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2551 01:07 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
หนังสือพิมพ์ข่าวสด
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน


หน้าแรกสยามมีเดีย | บ้านเขา บ้านเรา
อัตราดอกเบี้ยจะลดหรือไม่
โดย สยามมีเดีย นิวส์

7 ธันวาคม 2550

           เมื่อสัปดาห์ที่ แล้วผมได้เขียนเรื่องสัญญาณดอกเบี้ยจะลดลงอีกครั้งหนึ่ง สืบเนื่องจาก มร.เบอนาคี้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ และรองประธานธนาคารกลางได้กล่าวต่างวาระกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ธนาคาร กลางพร้อมที่ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อแก้วิกฤตการณ์เศรษฐกิจ

           คำปราศรัยของคนสำคัญสองท่านของธนาคารกลางดังกล่าวนี้ได้รับการขานรับ สร้างความพอใจกับนักลงทุนและ วงการธนาคารสูง เพราะว่าแค่คำปราศรัยดังกล่าวได้ถูกตีความหมายความว่าขณะนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ตระหนักถึงความ เลวร้ายของวิกฤติการณ์เศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลกระทบกับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และรัฐบาลสหรัฐฯ พร้อม ที่จะยื่นมือเข้าไปแก้โดยตรง

           และนอกจากนั้นแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ทางทำเนียบขาวได้ส่งสัญญาณที่จะเข้าไปจะเป็นคนกลางที่จะเจรจา กับผู้นำของวงการธนาคาร เพื่อหาทางผ่อนปรนไม่ให้ธนาคารยึดบ้านของผู้ที่ไม่สามารถผ่อนบ้านได้ โดยรัฐมนตรีการคลัง ได้เริ่มเข้าไปเจรจากับผู้นำในวงการธนาคารชั้นนำ

           ขณะนี้ท่าทีความร่วมมือระหว่างของธนาคารกลางสหรัฐฯ กับทำเนียบขาวและวงการธนาคารเพื่อแก้ไขวิกฤติการณ์ เศรษฐกิจนี้ เป็นที่เข้าใจว่าธนาคารกลางอาจจะลดดอกเบี้ยให้กับธนาคาพาณิชย์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งประธานธนาคารกลางและ ประธานภาคต่างๆ ของธนาคารกลางจะประชุมกันในวันอังคารหน้าที่ 11 ธันวาคม นี้

           ความเลวร้ายทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ คือดอลล่าร์อ่อนลง (ตั้งแต่ ปี 2001 ถึงเดือนพฤศจิกายนนี้ ค่าดอลล่าร์ลดลง 19.85%) ความซบเซาทางเศรษฐกิจ ธนาคารใหญ่เล็กทั่วประเทศประสบภาวะขาดทุนมหาศาล ราคาบ้านทั่วประเทศตกสิบสามเปอร์เซ็นต์ ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น คนว่างงานเพิ่มสูงขึ้น ความไม่แน่นอนในตลาด หลักทรัพย์มีสูง การเพิ่มหนี้สินของรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้น และตามด้วยปัญหาเงินเฟ้อ การรีรอของวงการธุรกิจในการ ลงทุน ผู้อุปโภคบริโภคกำลังคาดเข็มขัดหนัก และเงินทำสงครามอิรักก็มาจากเงินกู้ และวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐฯ จะขยายระบาดไปทั่วโลกด้วย

           ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ประธานของธนาคารและสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งถูกปลดออกเป็นระลอก สืบเนื่องจากการขาดทุนที่ย่อยยับ ดังเช่นมร.แสตนเลย์ โอนีล ประธานของ Merrill Lynch และมร.ชาร์ล พรินส์ ประธานของ CitiCorp เป็นต้น

           ข่าวดีกับลูกค้าที่กู้เงินซื้อหรือรีไฟแนนซ์บ้านในโปรแกรมดอกเบี้ยลอยตัว (Adjustable Rate) นั้น ปรากฏเมื่อ วันพฤหัสที่ 6 ธันวาคมนี้ ประธานาธิบดีบุชได้เสนอโปรแกรมที่จะระงับ (Freezing) ไม่ให้ค่าผ่อนบ้านประจำเดือนเพิ่มสูงขึ้น เป็นเวลาห้าปี สำหรับผู้ที่ทำโลนระหว่างปี 2005 ถึงวันที่ 31 กรกฏาคมปีนี้ ที่อัตราดอกเบี้ยจะปรับใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปีหน้าถึงวันที่ 31 ปี 2010

           แต่ข้อเสนอของประธานาธิบดีบุชล่าสุดนี้ ยังมีเงื่อนไขหลายอย่างที่ไม่เป็นผลดีกับผู้ที่มีปัญหากับการ ผ่อนบ้านขณะนี้ แต่จะมีผลดีกับผู้ที่ไม่มีปัญหาผ่อนบ้านกับธนาคารอยู่ในขณะนี้ และผู้ที่มีขีดความสามารถที่จะ ผ่อนบ้านได้ในอนาคต ซึ่งเท่ากับว่าโปรแกรมนี้ไม่ได้เอื้ออำนวยกับผู้ที่กำลังมีปัญหากับการผ่อนบ้านอยู่แล้ว เท่ากับว่ารัฐบาลต้องการจะช่วยเหลือผู้ที่ไม่ต้องการความช่วยเหลือ แต่มุ่งรักษาผลประโยชน์ให้กับวงการธนาคาร และสถาบันการเงินและนักลงทุนถ่ายเดียว

           ขณะนี้ความเคลื่อนไหวในวงการธนาคารและสถาบันการเงิน ที่ปล่อยเงินกู้สำหรับบ้านและรีไฟแนนซ์บ้านนั้น อัตรา ดอกเบี้ยได้เริ่มลดลงมาเป็นระยะๆ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าหกเปอร์เซ็นต์กำลังเกิดขึ้นแล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าทางธนาคารจะมุ่ง เฉพาะผู้ที่มีคะแนนเครดิตสูงกว่า 680 ขึ้นไป หรือลูกค้าเกรดเอ ซ้ำลูกค้ายังต้องแสดงหลักฐานว่ามีเงินสะพัดรายวันสูงในช่วง ระยะสองถึงหกเดือนที่ผ่านมา ซึ่งขึ้นอยู่กับมาตรฐานของแต่ละธนาคาร และลูกค้าต้องมีงานถาวรอย่างน้อยสองปีขึ้นไป

           อย่างไรก็ตามผู้ที่คะแนนเครดิตต่ำกว่า 680 ก็ยังมีโอกาสกู้เงินซื้อบ้านและรีไฟแนนซ์บ้านได้เช่นกัน ซึ่งลูกค้าประเภท นี้กลายเป็น Sub-prime Loan หรือเป็นประเภทลูกค้าเกรดบีหรือซี และอัตราดอกเบี้ยจะสูง

           สำหรับลูกค้าประเภทเกรดบีและเกรดซีนี้ ทางธนาคารและสถาบันการเงินยังยืดหยุ่นที่จะยอมรับหลักฐานประกอบ แทนประวัติเครดิต เช่นยอมรับหลักฐานเช่าบ้าน หลักฐานจ่ายค่าน้ำค่าไฟ หรือหลักฐานจ่ายโทรศัพท์เป็นต้น

           ตามข้อเท็จจริงข้างต้น ดูเหมือนว่าผู้ที่ควรจะได้รับความช่วยเหลือมากที่สุดแต่กลับต้องเผชิญปัญหา กู้เงินต่อไป คนรวยและผู้มีโอกาสดีกว่าก็จะได้เปรียบสูงขึ้น แต่คนจนนั้นขณะนี้แทบจะไม่มีโอกาส

           อีกทั้งกลไกวิธีการปล่อยเงินกู้ของสถาบันการเงินและธนาคารขณะนี้ ได้มีการวิวัฒนาการก้าวหน้าไปอย่างสูง ที่ กลไกทุกอย่างไม่ต้องใช้กระดาษปากกาดินสอ กรอกข้อมูลแบบฟอร์มในคอมพิวเตอร์ (Paperless) และหากลูกค้ามีข้อมูล พร้อมเพรียง ทางธนาคารและสถาบันการเงินสามารถให้คำตอบได้ในพริบตาเดียว

           ตั้งแต่วันศุกร์สัปดาห์ก่อนเป็นต้นมา เราจะเห็นว่าดัชนีในตลาดหลักทรัพย์หยุดอยู่กับที่ เพราะว่านักลงทุนเกิดความ ไม่แน่ใจว่าธนาคารกลางจะลดดอกเบี้ยอีกหรือไม่ในวันอังคารที่ 11 ธันวาคมนี้ หรือหากจะลด แล้วจะลดมากเท่าใด

           เป็นที่น่าสนใจว่าขณะที่ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ประสบการขาดทุนมหาศาลนี้ มีแค่ Goldman Sachs แห่งเดียวในกลุ่มสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ทั้งหลายกลับไม่ได้รับความกระทบกระเทือน แต่กลับทำกำไรสูง

           กล่าวโดยสรุป เมื่อวิเคราะห์ถึงแนวโน้มทั่วไปแล้ว ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจจะลดดอกเบี้ยระหว่าง 0.25% ถึงครึ่งเปอร์เซ็นต์ และหากว่าธนาคารกลางไม่ลดดอกเบี้ยในวันอังคารที่ 11 ธันวาคมนี้แต่อย่างใด ธนาคารกลางฯ ก็ต้องกลายเป็นเป้านิ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก และจะต้องมีคำอธิบายอย่างครบครัน และไม่แน่ใจว่าประธานธนาคารกลางฯ จะมีคำตอบที่ดีพอที่จะสร้างความพอใจกับวงการธุรกิจหรือไม่

กลับด้านบน

 

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats