|
ในปัจจุบัน สถานการณ์เศรษฐกิจกำลังปั่นป่วนหนักที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญมรสุมจากหลายๆ ด้านดังเช่น ดอลล่าร์อ่อนลง ความซบเซาทางเศรษฐกิจ ราคาบ้านทั่วประเทศตกสิบสามเปอร์เซ็นต์ ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น คน ว่างงานเพิ่มสูงขึ้น ความไม่แน่นอนในตลาดหลักทรัพย์ การเพิ่มหนี้สินของรัฐบาล ปัญหา เงินเฟ้อ และสงคราม อิรัก ซึ่งได้สร้างความกระทบกระเทือนกับทุกคนที่เราไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญทางด้านการเงินแต่อย่างใด ขอเพียงแต่มองไปรอบๆ ข้างตัวเราก็จะเห็นว่าแต่ละคนต่างมีความกังวลใจกับความเป็นอยู่
บ้านที่ธนาคารยึดได้เพิ่มสูงขึ้นด้วยจำนวนทื่น่าหวั่นวิตกมาก ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งมีความรับผิดชอบโดยตรง กับการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจได้แสดงความห่วงใยมากเป็นพิเศษ ที่ในช่วงเก้าเดือนแรกของปีนี้บ้านที่ธนาคารยึดไป มีทั้งหมด 635,000 หลังคาเรือน ซึ่งได้เพิ่มสูงขึ้นถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์จากปีก่อน ซึ่งหมายความว่าโดยเฉลี่ย บ้านหนึ่งหลังจากจำนวนบ้าน 196 หลังจะถูกธนาคารยึดและบ้านที่ธนาคารยึดมากที่สุดคือที่รัฐมิชิแกนและโอไฮโอ และเมื่อปีกลายรัฐต่างๆ ที่ธนาคารยึดบ้านมากที่สุดคือรัฐโคโลราโด จอร์เจีย และเท็กซัส และขณะนี้ได้กลับขยายไปในรัฐ แคลิฟอร์เนีย เนวาด้า อริโซน่าและฟลอริด้า และคาดว่าแค่ปีนี้บ้านที่ทางธนาคารจะยึดจะมีอย่างน้อยหนึ่งล้านหลังคาเรือน อีกทั้งบ้านที่วางขายในตลาดขณะนี้มีจำนวนมากและก็ไม่ค่อยมีคนซื้อ
ส่วนทางทำเนียบขาวก็ยังไม่แนวโน้มที่จะยื่นมือเข้าไปแก้ไขช่วยเหลือผู้ที่ถูกธนาคารบ้านยึดบ้าน โดยอ้างว่าหาก เข้าไปช่วยเหลือก็เท่ากับว่าเป็นการสร้างตัวอย่างที่ไม่ดีในอนาคตกับผู้ที่มีปัญหาผ่อนบ้าน
การที่ธนาคารยึดบ้านก็มีทั้งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ผลเสียในทางตรงนั้นได้ส่งผลให้ราคาบ้านตกฮวบ ลงมาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งขณะนี้ราคาบ้านได้ตกฮวบทั่วประเทศสิบสามเปอร์เซ็นต์ และได้ส่งผลให้อาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้นด้วย ดังจะเห็นได้จากรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ประจำวันวันพฤหัสที่ 29 พฤศจิกายนนี้ ได้รายงานว่าหาก จำนวนบ้านที่ธนาคารยึดเพิ่มขึ้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ก็จะทำให้จำนวนอาชญากรรมเพิ่มขึ้น 2.3 เปอร์เซ็นต์
จากการสำรวจของ มร.แดน อิมเมอร์ลัค ของ Georgia Institute of Technology และมร. จอฟ สมิธของ Woodstock Institute ที่นครชิกาโก ได้รายงานว่าทันทีที่ธนาคารยึดบ้านจะทำให้บวิเวณในแถบนั้นเลวร้ายลง อาชกรรม ได้เพิ่มขึ้น การค้ายาเสพติดและการค้าโสเภณีก็ตามมา และเนื่องจากรัฐบาลท้องถิ่นได้ตัดงบตำรวจลงก็เป็นผลให้การดูแลของ ตำรวจก็ไม่ทั่วถึง
ความเข้มงวดของการปล่อยเงินกู้จะสูงขึ้นตามลำดับ ดังจะเห็นว่า Fanie Mae ซึ่งเป็นหน่วยรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล สหรัฐฯ ที่รับซื้อโลนจากธนาคารและสถาบันการเงิน ได้วางมาตรการใหม่ ทั้งนี้ก็เพราะว่าธนาคารและสถาบันการเงินที่ปล่อย เงินกู้ให้กับผู้ที่ซื้อบ้านจะขายโลนต่อให้กับหน่วยรัฐวิสาหกิจนี้อีกต่อหนึ่ง ซึ่งคนทั่วไปไม่ค่อยทราบกัน
มาตรการใหม่ที่ Fanie Mae จะเริ่มนโยบายใหม่ จะมีขึ้นในวันที่ 1 มีนาคมปีหน้า โดย Fanie Maeจะไม่รับซื้อ โลนที่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ถึงรายได้และทรัพย์สินในธนาคาร ซึ่งขณะนี้ทางธนาคารและสถาบันการเงินบางแห่งก็ยังคงปล่อย เงินกู้กับผู้ที่มีเครดิตไม่ค่อยดี ที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์หรือแสดงหลักฐานรายได้และยอดทรัพย์สินในธนาคาร
ผลเสียที่จะตามมากับผู้ที่ต้องการจะมีบ้านเป็นของตนเองหลังวันที่ 1 มีนาคมปีหน้าก็จะยากมากขึ้น และผู้ที่ต้องการ ซื้อบ้านหลังวันที่ 1 มีนาคมปีหน้าต้องมีคะแนนเครดิต 660 ขึ้นไป และสำหรับบ้านที่มีสามถึงสี่ยูนิตนั้นลูกค้าจะ ต้องมีคะแนนเครดิตอย่างน้อย 700 คะแนนขึ้นไป และหากต้องการรีไฟแนนซ์ ลูกค้าก็สามารถจะกู้เงินออกมา ได้เพียงเจ็ดสินห้าเปอร์เซ็นต์จากราคาบ้าน ฉะนั้นหากลูกค้าท่านใดต้องการจะรีไฟแนนซ์บ้าน และต้องการเอาเงิน ออกมาใช้ก่อนถึงวันที่ 1 มีนาคมปีหน้า ก็จะเป็นโอกาสดีที่สุด แต่อย่างไรก็ตามธนาคารบางแห่งได้เริ่มใช้นโยบาย นี้แล้วตั้งแต่วันพฤหัสที่ผมกำลังเขียนบทความนี้อยู่
ดังนั้นในอนาคตแหล่งเงินกู้สำหรับลูกค้าทุกประเภท ไม่ว่ากู้เงินซื้อบ้านหรือกู้เงินทำธุรกิจจะลำบากมากขึ้น เพราะธนาคารและสถาบันการเงินทุกแห่งจะเข้มงวดมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะว่าทางธนาตคารต้องการลดความเสี่ยงกับหนี้เสีย
มาตรการการลดหนี้เสียและการลดความเสี่ยงของธนาคารกับการปล่อยเงินกู้ให้กับผู้ประกอบธุรกิจขณะนี้ จะเห็นว่า ได้เข้มงวดสูงขึ้น อย่างเช่นในกรณี Commercial Paper ที่ทางธนาคารปล่อยเงินกู้ระยะสั้นให้กับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งขณะนี้ ยอดได้ลดลงแค่สามหมื่นล้านเหรียญ จากที่เคยมียอดสูงถึงสามหมื่นสามพันล้านเหรียญเมื่อเดือนสิงหาคมนี้ ดังนั้นตั้งแต่นี้ เป็นต้นไปธนาคารจะเพิ่มความเข้มงวดสูงขึ้นกับการปล่อยเงินกู้ระยะสั้นและ Line of Credit กับวงการธุรกิจ โดยจะขอ หลักฐานเสียภาษีรายได้สองหรือสามปีที่ผ่านมารวมทั้งมีหลักฐานการมีเงินหมุนเวียนที่ดีในธนาคาร และหากว่าวงการธุรกิจ กู้เงินได้ลำบาก ก็หมายว่าวงการผลิตสินค้าก็ไม่สามารถดำเนินกิจการได้สะดวกหรือผลิตได้ในวงจำกัด
ปีนี้เราจะเห็นได้ว่ามีสถาบันการเงินที่ปล่อยเงินกู้สำหรับอสังหาริมทรัพย์ได้ปิดกิจการกว่าร้อยแห่ง และในช่วง ไตรมาสที่ผ่านมา ธนาคารทั้งใหญ่และเล็กต่างประสบกับการขาดทุนอย่างย่อยยับ ดังจะเห็นได้จากผลรายงานของธนาคาร ดอยท์ ได้ชี้ว่าจากผลกระทบวิกฤตด้านอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมธนาคารจะขาดทุนร่วมสี่ร้อยพันล้านเหรียญ ส่วนธนาคาร อเมริกาคาดว่าจะแทงหนี้สูญสามพันล้านเหรียญในไตรมาสที่สี่ปีนี้
เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้เป็นผลให้ตลาดหลักทรัพย์ได้รับผลกระทบกระเทือนมากเป็นพิเศษ ดังจะเห็นว่าดัชนีของดาวโจนส์ตกฮวบเป็นระยะๆ และเมื่อวันพุธนี้ มร.โดนัล โคน รองประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ถึงกับบอก ใบ้ว่าหากภาวะเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นทางธนาคารกลางพร้อมที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาวิกฤต และทันทีที่รองประธานธนาคาร กลางได้แถลลงออกมา ปรากฏว่าทำให้นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มีความมั่นใจสูงขึ้นและดัชนีดาวโจนส์ได้ถีบตัวสูงขึ้นถึง 331 จุด และแค่สองวันคือวันอังคารและวันพุธนี้ยอดของดัชนีดาวโจนส์ได้เพิ่มสูงขึ้นถึง 546 จุด แต่ในวันพฤหัสนี้ดัชนี ดาวโจนส์กลับติดลบเล็กน้อย ซึ่งอาจจะต้องการรอดูคำปราศรัยของประธานธนาคารกลางที่จะมีขึ้นในเย็นวันพฤหัสนี้
วันที่ 11 ธันวาคมนี้เป็นวันที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ และประธานธนาคารกลางของแต่ละภาคทั่ว สหรัฐฯ จะประชุมกันอีกครั้งเพื่อวิเคราะห์และประเมินวิกฤตเศรษฐกิจทั่วไปของสหรัฐฯ และดูเหมือนว่าธนาคาร กลางสหรัฐฯ อาจจะลดดอกเบี้ยอีกครั้งหนึ่งก็ได้ ซึ่งอาจจะเป็นผลดีกับคนไทยที่ต้องการซื้อบ้านหรือรีไฟแนนซ์บ้าน ก่อนวันที่ 1 มีนาคมปีหน้า ก่อนที่ธนาคารและสถาบันการเงินจะเปลี่ยนนโยบายใหม่กับความเข้มงวดตามนโยบายของ รัฐวิสาหกิจ Fanie Mae
และหากท่านผู้ใดใคร่ได้รับคำแนะนำกับด้านการธนาคารและการเงิน โปรดโทรศัพท์ปรึกษาผมได้ที่ สายตรง 323-948-0739 หรือมือถือ 626-533-1486
|