|
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้เขียนเกี่ยวกับคลื่นมรสุมเศรษฐกิจลูกใหม่ของอเมริกา แต่มาสัปดาห์นี้ดูเหมือนว่ามรสุม ลูกใหม่นี้กำลังเขย่าเศรษฐกิจของโลก
เมื่อวันพุธที่แล้วธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ลดดอกเบี้ยให้กับธนาคารพาณิชย์จุดสองห้าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งได้สร้างความพอใจ ให้กับวงการธุรกิจแค่หนึ่งวัน ซึ่งทำให้หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ในอเมริกาเพิ่มสูงขึ้นทันที คือดัชนีของดาวโจนห์เพิ่ม 137 จุดคือเพิ่มเป็น 13,930.01
แต่ในวันต่อมาหุ้นดาวโจนส์ได้ตกฮวบถึง 362 จุด และเมื่อพุธที่ 7 พฤศจิกายนนี้ ยอดหุ้นของดาวโจนส์ตกฮวบถึง 360 จุดซึ่งได้สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก
การที่หุ้นตกฮวบหนักติดต่อกันเช่นนี้ ถือว่าเป็นสัญญานอันตรายกับภาพพจน์และความมั่นใจของนักลงทุนจากทั่วโลกต่อ สหรัฐฯ และนโยบายของธนาคารสหรัฐฯ ที่ได้พยายามแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยได้ลดดอกเบี้ยให้ธนาคารพาณิชย์เป็นระยะๆ นั้น ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาก็เป็นแต่เพียงรักษาแผลด้วยผ้าพันแผลอย่างเดียว ซึ่งหลายฝ่ายตำหนิว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ เพียงแต่สร้างความพอใจให้กับวงการธุรกิจและนักลงทุน แต่ไม่ได้แก้ปัญหาหลักที่ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับความเดือดร้อน
สำหรับความปั่นป่วนของตลาดอสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่ายังไม่แนวโน้มจะดีขึ้นและกำลังขยายต่อไปอีกนาน และยังมีส่วนกระทบไปยังธุรกิจทุกประเภทที่กลายเป็นลูกโซ่ซึ่งหมายว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ กำลังเผชิญปัญหาหนัก
สิ่งที่สหรัฐฯ กำลังได้รับกระทบกระเทือนมากที่สุดเมื่อวันพุธนี้ก็คือค่าเงินดอลล่าร์ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เป็นผลให้ นักลงทุนทั่วโลกโดยเฉพาะรัฐบาลจีนซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯ ถึง 1.4 แสนล้านเหรียญ ได้แถลงที่จะหันไปลงทุน กับเงินในตระกูลอื่นซึ่งอาจจะหมายถึงยูโร อีกทั้งสหรัฐฯ กำลังประสบกับปัญหาราคาน้ำมันที่ได้พุ่งสูงขึ้น และเศรษฐกิจของ อเมริกากำลังชลอลง อีกทั้งวงการธุรกิจเล็กใหญ่ต่างประสบกับการขาดทุนมหาศาล
ฉะนั้นเหตุผลหลักที่ทำให้เงินดอลล่าร์ลดต่ำสุดในขณะนี้ ก็สืบเนื่องมาจากการประกาศของรัฐบาลจีนที่จะหันไปลงทุน เงินตระกูลอื่น ซึ่งทำให้นักลงทุนและวงการตลาดหุ้นเกิดปั่นป่วนมากเป็นประวัติการณ์
สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็จะคงเป็นปัญหาหลักของอเมริกาต่อไป ซึ่งโดยปกติแล้วคนอเมริกันส่วนใหญ่มักจะเอาบ้าน ไปจำนองหรือรีไฟแนนท์เพื่อกู้เงินจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน เพื่อเอาเงินออกไปใช้จ่ายในทุกรูปแบบ อาทิเช่น ระหว่างปี 2004 ถึงปี 2006 คนอเมริกันเอาบ้านไปจำนองเป็นยอดเงินถึง 840 พันล้านเหรียญ คือเมื่อใดที่คนอเมริกันต้องการจะใช้เงิน ไม่ว่าจะตกแต่งบ้าน ซื้อรถคันใหม่ เสียค่าเล่าเรียนให้ลูกหลาน เดินทางไปพักผ่อน หรือผ่อนหนี้ ก็ต้องเอาบ้านไปจำนอง เปรียบเสมือนว่าคนอเมริกันถอนเงินจากบ้านเหมือนกับเครื่องเอทีเอ็ม
แต่มาบัดนี้กลับปรากฏว่าราคาบ้านตกฮวบ ซึ่งเป็นผลให้คนอเมริกันไม่สามารถเอาบ้านไปจำนองได้ เพราะค่าของบ้านต่ำกว่า ยอดเงินกู้ที่ค้างธนาคาร ซึ่งทำให้คนอเมริกันขาดเงินและทำให้กำลังซื้อในตลาดน้อยลง และได้ส่งผลให้วงการธุรกิจทั่วไป ซบเซาลงไปด้วย
ในช่วงหกเดือนแรกของปีนี้ยอดรีไฟแนนท์บ้านตกทั่วประเทศถึงสิบสามเปอร์เซ็นต์ และในเมื่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ เป็นกระดูกสันทางด้านเศรษฐกิจของอเมริกา ก็ย่อมส่งผลกระทับไปกับคนอเมริกันอย่างน้อยถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์
ผลสะเทือนนี้ก็ได้ขยายไปอุตสาหกรรมทุกประเภททั้งประเภทขายส่งและขายปลีก ฉะนั้นกำลังซื้อในช่วงคริสมาสต์ก็จะซบเซา ตามมาด้วย
ในฐานะที่สหรัฐฯ เป็นประเทศมหาอำนาจผูกขาดขณะนี้ และมรสุมเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นเช่นนี้ ก็ย่อมส่งผล กระทบไปทั่วโลกประหนึ่งว่าเป็นคลื่นใต้น้ำที่อาจจะมีความสั่นสะเทือนไปทั่วโลกได้
|