Quantcast
HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
Thursday October 23, 2014 22:27
 

 

DHAMMA
หน้าแรกสยามมีเดีย | กระดานสนทนาธรรม วัดลอยฟ้า
การให้
โดย สยามมีเดีย นิวส์ 14 ธันวาคม 2555

การให้

พุทธศาสนิกชนทั้งหลายจะมีความคุ้นเคยกับการให้มาแต่อ้อนแต่ออก เพราะพ่อแม่จะปลูกฝังศีลธรรมให้แก่ลูกสาวลูกชายของตนด้วยการนำลูกสาวลูกชายของตนทำบุญตักบาตรก่อนทำกิจกรรมอื่นๆ เพราะวิถีไทยบ้านกับวัดมีความใกล้ชิดกันทั้งด้านจิตใจและด้านกายภาพ กล่าวคือ วัดจะตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน และบ้านจะล้อมวัด ปรียบบ้านเหมือนกาย และวัดเหมือนจิตใจ กายและใจต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันดั่งคำประพันธ์ที่ว่า

วัดจะดีมีหลักฐานเพราะบ้านช่วย บ้านจะสวยเพราะมีวัดดัดนิสัย

บ้านกับวัดผลัดกันช่วยก็อวยชัย ถ้าขัดกันก็บรรลัยทั้งสองทาง

บทประพันธ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นที่วัดกับบ้านมีต่อกันมาช้านาน

การให้นับเป็นหลักธรรมเบื้องต้นแห่งหลักธรรมอื่นๆเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ชุมชนและสังคม พระพุทธเจ้าก่อนที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าทรงดำรงพระองค์เป็นพระโพธิสัตว์หลายภพหลายชาติ ก็ทรงบำเพ็ญบารมีเรื่องการให้หรือทานบารมีมากที่สุด หลักธรรมเพื่อความเป็นผู้นำไม่ว่าทศพิธราชธรรม หรือ จักวัติธรรมล้วนต้องมีการให้เป็นเบื้องต้น

การผูกมิตรหรือสร้างความรักให้เหนียวแน่นต้องมีการให้ การคบหาสมาคมกับใครถ้ามีทีท่าว่าการคบนั้นจะเต็มไปด้วยการให้ การคบค้าสมาคมนั้นจะยั่งยืน แต่ถ้าการคบค้าสมาคมนั้น เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว การคบค้าสมาคมนั้นจะไม่ราบรื่นยืนนานลงท้ายด้วยความแตกแยกขัดแย้งต่างคนต่างไปคนละทิศคนละทาง ดังตัวอย่างที่เห็นกันได้ในสังคมมากมาย  เช่น คนเคยเป็นเพื่อนรักกันลงทุนทำธุรกิจด้วยกัน แต่พอดำเนินมาได้เพียงครึ่งทาง เกิดความโลภและเห็นแก่ตัวขึ้นมาก็เรียกร้องและเอาปรียบกันทุกทางเพื่อนำทรัพย์สินเข้ามาหาตัวเองในที่สุดมิตรภาพก็พังทลาย หรือ ที่ร้ายไปกว่านั้นอาจจะจบลงด้วยการฟ้องร้องที่ต่างฝ่ายต่างได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่ากัน
           
แม้แต่มิตรสหายที่จับมือกันทำเรื่องดีๆเช่นการสร้างวัดวาอารามในประเทศอเมริกา เวลาจิตใจดีงามก็บริจาคข้าวของเงินทองทำบุญไปมากมาย ในขณะที่เสียสละกันอยู่ก็ทำกิจกรรมกันอย่างมีความสุข แต่พอจิตคิดอยากได้เกิดขึ้นและสะสมมากเข้า ก็เริ่มเห็นแก่ตัว ไม่เสีสละไม่ยอมกัน และสิ่งที่เสียสละกันยากมากกว่าสิ่งอื่นคือ เสียหน้า คดีที่ต้องขึ้นศาลของวัดต่างๆในอเมริกา ที่อุบาสกอุบาสิกา หรือ พระสงฆ์ต้องฟ้องร้องกัน มิใช่เรื่องเงินทองข้าวของแต่ประการใด แต่ส่วนใหญ่เรื่องการรักษาหน้า ไม่ยอมเสียหน้า เช่น การฟ้งอร้องเพื่อให้ศาลชี้ว่า ใครคือกรรมการวัดที่ถูกต้องเพราะชิงตำแหน่งกรรมการวัดกัน ใครคือเจ้าอวาสที่ถูกต้องเพราะช่วงชิงตำแหน่งเจ้าอาวาสกัน  หรือบางวัดเจ้าอาวาสมีอำนาจไม่แต่งตั้งคนที่เคยเป็นกรรมการให้เป็นกรรมการต่อไป รู้สึกเสียหน้าเลยฟ้องร้องเพื่อให้เจ้าอาวาสคืนอำนาจให้ ยิ่งฟ้องไปยิ่งเสียหายหนักกว่าเดิม วัดก็เสียเงิน เสียชื่อเสียง ทั้งสองฝ่ายก็เสียเงินให้ทนายความไปคนละมากๆ และสิ่งที่มีค่ามากที่เสียไปแล้วเรียกคืนยากแม้ศาลไหนก็ช่วยไม่ได้ คือ มิตรภาพของคนที่เคยรักหรือชอบพอกัน

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า การให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้ นับเป็นพระพุทธวจนะที่เป็นความจริงที่สุด หากจะคบใครต้องคิดไว้ก่อนว่า จะคบเพื่อให้ ไม่คบเพื่อเอา ถ้าคบมิตรคิดแต่จะเอา ก็เริ่มแตกแยกร้าวลึกตั้งแต่ในใจแล้ว ขืนคบต่อไปเอาเปรียบไปเรื่อยๆไม่ช้า สิ่งที่ซ่อนเร้นข้างในมันจะไหลออกมาแสดงข้างนอก นั่นแหละถึงจุดจบเลย

แต่ถ้าหากปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสนอ เวลาคบใคร ต้องคิดไว้เสมอว่า เรามีอะไรจะให้เพื่อนของเราบ้าง เลิกคิดว่า เราได้อะไรจากเพื่อนที่เราคบ ถ้าคิดว่า เราคบเพื่อนคนนี้เพราะต้องการสิ่งนี้ ไม่ว่า จะเป็น เงินทอง ชื่อเสียงเกียรติยศ ถ้าไม่ได้สมปรารถนาตามกาลเวลาที่ตนหวัง ก็จะเกิดความเครียดจากการผิดหวังและจะเลิกคบกันไปเอง แต่ถ้าใครคิดเสมอว่า เราจะให้อะไรแก่เพื่อนของเราบ้าง หรือ คนที่เราไปคบค้าสมาคมด้วย จะคบกันได้ยั่งยืนเพราะไม่มีความหวังที่จะได้อะไร จึงไม่ผิดหวังเมื่อไม่ได้อะไรตามที่หวัง ไม่ต้องรอว่า คบเพื่อนแล้วจะได้อะไรแล้วจึงจะเป็นสุข แต่ใจเป็นสุขตั้งแต่ได้คบกัน ไม่มีเงื่อนไขใดๆที่ตั้งอยู่บนความเห็นแก่ตัวแต่ยังอยู่ที่การให้ใจแก่กัน มิตรภาพก็จะยั่งยืน

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก พระพุทธวจนะนี้ก็เป็นความจริงเสมอ ลองสังเกตดูได้คนรอบๆตัวเราที่เป็นคนใจดีมีแต่การให้ก็จะเป็นที่รักในหมู่ หรือ ในกลุ่มนั้น มีคนกลัวขวัญว่า ใจดีใจงามใจบุญ ใครๆก็อยากเข้าใกล้เพราะคบแล้วปลอดภัยทั้งกายทั้งใจ แต่ถ้าใครได้ชื่อว่า ขี้ขอก็จะกล่าวขานกันไปในหมู่เพื่อนฝูง หรือ มิตรสหายถึงกับให้ฉายาว่า ชูชกเลยทีเดียว เพราะชูชก คือสัญลักษณ์ที่ขอทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าเงินทอง ลูกเมียผู้อื่นขอตะพึดตะพือ จนดังสะท้านโลกมาเป็นพันๆปีแล้ว

 ในทางตรงกันข้ามหากใครได้ฟังเรื่องชูชกก็ต้องคิดถึงพระเวสสันดรที่เกิดมาเพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนมี จนกระทั่งปัจจุบันนี้ใครเป็นคนชอบให้ชอบเสียสละจะได้รับการขนานามว่า พระเวสสันดร คือ ไม่เคยปฏิเสธคำขอของใคร หากอยู่ในวิสัยก็จะให้ได้

หากต้องการให้ตนเป็นที่รักพึงตั้งตนเป็นผู้ให้ อย่าพยายามจะเป็นผู้ขอ หรือ หากจำเป็นต้องขอก็ขอให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นจริงๆ ปลุกฝังนิสัยการให้ดีกว่าปลูกฝังนิสัยการขอ

พระพุทธเจ้ายังตรัสอีกว่า พึงเอาชนะความตระหนี่ด้วยการให้ทาน พระพุทธวจนะนี้ บ่งชี้ถึงจุดประสงค์ของการให้ว่า เป็นการให้เพื่อเอาชนะความตระหนี่ถี่เหนียวที่เกาะติดใจจนหนักอึ้งอึดอัด เมื่อให้ไปแต่ละครั้งเท่ากับได้สลัดสิ่งที่หนักอึ้งออกไป ผลจากการให้ด้วยความตั้งใจถูกต้องอย่างนี้คือ ความเบาใจ เพราะความตระหนี่ ความโลภที่เกาะใจได้หลุดออกไปนั่นเอง คำถวายทานเก่าแก่แต่โบราณจึงมีว่า

อิทัง วะตะ เม ทานัง อาสะวักขะยาวะหัง นิพพานัง โหตุ อาตมาถอดความและแปลว่า
           
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตั้งใจถวายทาน เพื่อสิ้นอาสวะ พบความชื่นบาน สงบสุข ยืนนาน เป็นนิพพานเทอญ

คำว่า อาสะวะ  คือ ความตระหนี่ ความโลภ ที่เกาะและฝังลึกอยู่ในใจ เมื่อความโลภและความตระหนี่ ฝังใจ เกาะใจ นานๆเข้าก็กลายเป็นความโลภและความตระหนี่ที่พอกใจ อาการของโรคใจที่แสดงออกมา คือ อยากได้ไม่รู้จักพอ จิตคิดจะได้มากกว่าจิตที่คิดจะให้ ดิ้นรนกระวนกระวายอยากได้อยากครอบครอง ข้าวของเงินทอง เครื่องใช้ไม้สอยอำนาจวาสนามาเป็นของตนไม่รู้จักจบสิ้น แม้จะมีเงินและทรัพย์สินอื่นๆมากมายแค่ไหนก็ไม่รู้สึกพอ ต้องดิ้นรนขวนขวายแสวงหา เมื่อความโลภและความตระหนี่พอกใจมากขึ้น การดิ้นรนขวนขวายอยากได้อยากมีอยากเป็นก็จะขาดความยั้งคิด ว่า อะไรผิด อะไรถูก จะเบียดเบียนตนหรือ เบียนดเบียนผู้อื่นมากน้อยแค่ไหน ขอให้ตนได้เป็นดี

ด้วยอาการของคนที่อาสวะฝังใจ เกาะใจและพอกใจ ได้รับความทุกข์ทรมาน ทั้งตนเองและสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นเช่นนี้ การให้ทานจึงขจัดอาสวะให้ออกไป เพื่อความเบา โล่ง โปร่ง สบาย และชื่นบาน ใจที่ชื่นบานก็มีความสุข เมื่อใจชื่นบานสงบเย็น ไม่มีอาสวะกล้ำกรายก็เข้าถึงนิพพาน คือ บริสุทธิ์ ความปกติ ความสงบ อันเป็นยอดแห่งความสุขที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี

การให้ทานเพื่ออยู่เหนือ อำนาจของความโลภและความตระหนี่ จึงเป็นสะพานที่เชื่อมทอดไปสู่พระนิพพาน อันเป็นที่สงบรำงับแห่งกิเลสและอาสวะทั้งปวงจะเป็นดินแดนอห่งความสุขแท้ๆ

หัวใจสำคัญของการให้ทานอยู่ที่การขจัดอาสวะแห่งความตระหนี่ที่พอกใจ เมื่อความตระหนี่และกิเลสทั้งหลายหลุดออกไปจึงเข้าสู่พระนิพพาน แต่ถ้าให้แล้วแต่ยังไม่สงบเย็นถึงที่สุดแต่สงบรำงับปีติปราโมชจากการให้ทานนั้น ก็ยังได้อยู่ใกล้พระนิพพาน

 การให้แล้วรู้สึกเบาใจไปเรื่อยๆ เป็นการสะสมความเบาโล่ง โปร่ง สบาย เรียกว่า เป็นการสะสมทานบารมี แต่ถ้าวันใดเข้าถึงความโล่งโปร่งเบาสบายไร้มลทินถึงที่สุด นั้นแหละเข้าถึงพระนิพพาน

ข้อควรระวัง ไม่ควรเชื่อว่า นำเงินไปบริจาคมากๆแล้วจะไปนิพพานได้เร็ว เพราะเป็นช่องทางให้มารศาสนานำพระนิพพานออกมาเร่ขายในราคาแพง ขณะนี้มีเสียเล่าลือกันว่ามีพระบางรูปที่ไม่มียางอายประกาศขายนิพพานในราคาหนึ่งล้านบ้าง ห้าล้านบ้าง ตามฐานะทางเศรษฐกิจของลูกค้าที่ต้องการช้าหรือต้องการเร็ว โดยการบรรจุให้แบบการเติมไฟลงในหม้อเบตเตอรี่โดยใช้มือวางลงบนทางหัวของลูกค้า คำกล่าวนี้ไม่มีหลักฐานยืน ขออย่าให้เป็นจริงทีเถอะ  ถ้าเป็นความจริงจะเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาแบบถอนรากถอนโคน จะเปลี่ยนพุทธศาสนาจากธรรมนิยมไปสู่วัตถุนิยม และทุนนิยมเพราะเชื่อว่า พระนิพพานเป็นสินค้าที่จะซื้อขายกันได้

หากใครเข้าใจผืดว่า ต้องซื้อนิพพานกันด้วยเงินล้านโปรดเข้าใจใหม่ได้เลว่า พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า นิพพาน เป็นของให้เปล่า

แม้การให้ทานที่เป็นสะพานทอดไปสู่พระนิพพานก็มิใช่นำไปสู่พระนิพพานแบบเป็นวัตถุแต่เป็นทางแห่งความหมดอาสวะ ให้พิจารณาที่จุดที่สิ้นอาสวะนั้นเป็นสำคัญ โดยไม่เชื่อว่า จ่ายเงินให้วัดใดวัดหนึ่งมากๆแล้พระภิกษุจะนำไปทัวร์เมืองนิพพานได้

การเข้าถึงพระนิพพานต้องอยู่ที่ใจไม่มีอาสวะ คือ กิเลสฝังใจมิใช่ใครจะนำไปส่งหรือนำไปเที่ยวแบบบริษัททัวร์ได้

ประเด็นหลักที่ควรยึดไว้ก็คือ จุดประสงค์ของการให้ทานสูงสุดอยู่ที่ การอยู่เหนืออำนาจของความโลภและความตระหนี่  เป็นเครื่องขจัดขัดเกลาอาสวะที่ฝัง เกาะ พอก แน่นให้เบาบางและหลุดออกไปในที่สุด เมื่อความตระหนี่ไม่มี ความเห็นแก่ตัวไม่มี มนุษย์ต่างมีสุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี ชีวีมีความสุข ครอบครัว สังคม ชุมชน ประเทศชาติ หรือโลก ก็อบอวลไปด้วยมิตรภาพ กลายเป็นชีวิตที่เป็นสุข ชุมชนเป็นสุข ประเทศชาติเป็นสุข และโลกก็มีความสุข ขอลงท้ายด้วยบทธรรมที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยบรรยายไว้ว่า จิตที่คิดจะให้สบายกว่าจิตที่คิดจะเอา

วัดพระมหาชนก เมืองกริฟฟิน มลรัฐจอร์เจีย
11 ธันวาคม 2555
เวลา 10.10 น.

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats