HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2551 01:01 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
หนังสือพิมพ์ข่าวสด
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน


DHAMMA
หน้าแรกสยามมีเดีย | เปิดลานธรรม
ชรา ความแก่
โดย สยามมีเดีย นิวส์ 8 กุมภาพันธ์ 2551
โดย.....ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ

       คำว่า ชรา แปลว่า ความแก่ เมื่อพูดถึงความแก่ ทุกคนฟังแล้ว นึกเห็นหน้าคนแก่ เห็นสภาพต่างๆของคนแก่ได้ชัด ความ เคลื่อนไหวทุกส่วนเป็นไปอย่างเชื่องช้า ยิ่งแก่ยิ่งช้า ความหย่อนยานตามส่วนต่างๆของร่างกาย เป็นสัญลักษณ์แห่งความแก่ อย่างหนึ่ง มีการพูดเล่นกันบ่อยๆว่า ในร่างกายเราตอนนี้ทุกอย่างหย่อนยานหมดแล้ว มีสิ่งหนึ่งที่ตึงอยู่อย่างเดียวคือ หู

       เริ่มแก่ตั้งแต่เมื่อไร คำถามนี้หาคนตอบได้ยากเหลือเกิน เพราะจะต้องชี้ลงไปอีกว่า เป็นความแก่ในมิติไหน ถ้าพูดถึง ความแก่ตามตัวเลขอายุก็แบ่งว่า เมื่ออายุย่างเข้าห้าสิบปี ก็เริ่มย่างเข้าสู่วัยชรา หรือแก่อย่างเป็นทางการแน่นอนแล้ว เพราะ ห้าสิบปี คือครึ่งร้อย หรือเรียกให้หรูหน่อยว่า กึ่งศตวรรษนั่นเอง

       หากถือเอา สุขภาพเป็นประมาณ บางคนอายุแปดสิบปี อาจจะปราดเปรียวกว่าคนมีอายุ ห้าสิบปี ก็มี หากเป็นเช่นนั้นก็ ต้องพูดว่า คนอายุ แปดสิบปีหนุ่มกว่า คนอายุ 80 ปีก็ได้ เพราะคนอายุ แปดสิบปี แข็งแรงกว่า ก็ครองความหนุ่มต่อไป

       หากถือเอาความแก่ในมิติทางธรรม ความแก่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดนั้นแล้ว เพราะถ้าหากไม่แก่ได้ที่ ก็เกิดไม่ได้ ทารกทุกคน ที่เกิดมาได้ต้องมีความแก่จนได้ที่ เช่นแก่ เก้าเดือน หรือแก่สิบเดือน ทารกที่อยู่ในครรภ์แปดเดือน ย่อมแก่กว่าทารกที่อยู่ใน ครรภ์เพียงสามเดือน นี้คือ ความแก่ที่ติดมากับความเกิด

       ความจริง สังขารร่างกายแก่ลงทุกวันตามกฎของธรรมชาติ แต่เมื่อเจ้าของสังขารนั้น เกิดความรู้สึกสำคัญมั่นหมายว่า กูแก่ ครั้งหนึ่ง ก็ยึดมั่นถือมั่นครั้งหนึ่ง  ความทุกข์ก็เกิดตามมาครั้งหนึ่ง ในทางตรงกันข้าม หากไม่มีความรู้สึกสำคัญมั่นหมาย ว่า ตัวกู หรือของกูขึ้นมา แม้สังขารร่างกายจะชราภาพไปแค่ไหนก็เป็นไป ไม่ใช่เรื่องของกู ไม่มีความวิตกกังวล สะทกสะท้าน เป็นทุกข์แต่อย่างใด

       แม้ความเจ็บและความตายก็เช่นกัน จะทำให้เกิดทุกข์ได้ก็ต่อเมื่อ รู้สึกว่า กูเจ็บ หรือรู้สึกว่า กูจะต้องตาย จึงพากันกลัว แก่ กลัวเจ็บ และกลัวตาย แต่พอจิตว่างจากความรู้สึกตัวกูหรือของกูที่จะมาเป็นฐานรองรับ ความแก่ ความเจ็บ และความตาย ความทุกข์ก็ไม่ปรากฏ

       แก่อย่างไรไม่เป็นทุกข์ แก่อย่างไม่มีอะไรจะแก่ ทุกอย่างที่ปรากฏให้ใครต่อใครได้เห็นเป็นเพียงสมมติเท่านั้น ไม่มีอะไร จริงแท้แน่นอน ทุกอย่างเป็นเพียงมายาภาพที่ผ่านมาแล้วผ่านไป

       การรับรู้หมดทุกอย่างด้วยสติปัญญาว่า มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง ไม่มีใครห้ามได้ ไม่มีใครฉุดรั้งไว้ได้ แต่สังขารร่างกาย ไหลเรื่อยไปตามกฎธรรมชาติที่ถูกำหนดด้วยเหตุปัจจัยที่เรียกว่า ธัมมนิยามตา คือสรรพสิ่งถูกกำหนดด้วยเหตุปัจจัย ตามกฎ แห่งอิทัปปัจยตา คือต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้น

       เมื่อมองเห็นความจริงอย่างประจักษ์ว่า ความเป็นไปตามกฎธรรมชาติที่ไหลเรื่อยไปนั้นไม่มีใครจะบังคับได้ก็เป็น อนิจจตา ทุกขตา อนัตตา ก็ประจักษ์ชัดต่อไปว่า ไม่มีอะไรน่ายึดถือเลย จับตรงไหนเจ็บตรงนั้น แบกตรงไหนหนักตรงนั้น สุดท้ายก็ได้แต่ปล่อยวางทุกอย่างลงดังพระพุทธวจนะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระมหาโมคคัลานะว่า สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ แปลว่า ไม่ควรไปยึดอะไรมาเป็นของกูทั้งนั้น

       เมื่อมองเห็นพิษภัยของความยึดมั่นถือมั่น ด้วยสติปัญญาอย่างแจ่มแจ้งแล้วก็เข้าถึง อตัมมยตา ที่หลวงพ่อพุทธทาสให้ คำแปลไว้อย่างเด็ดขาดว่า กูไม่เอากับมึงแล้วไว้ย แล้ววางสิ่งทั้งหลายลง ดำรงชีวิตแบบผู้เบาตลอดไป ดังที่พระพุทธเจ้าและ พระอรหันต์ทั้งหลายได้เสด็จนำไปเป็นตัวอย่างแล้ว ดังที่เราถวายพระนามว่า สุคโต ซึ่งแปลว่า ผู้ไปแล้วด้วยดี คือไปแบบผู้ เบา เบากาย เบาใจ ไม่มีทุกข์ใดๆมาเกาะติดอีกต่อไป

       เมื่อถึงเวลาแก่ ก็ไม่ทุกข์เพราะความแก่ เมื่อถึงเวลาเจ็บก็ไม่เป็นทุกข์เพราะเจ็บ เมื่อถึงเวลาตายก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ เพราะความตาย เพราะไม่มีอะไรจะแก่ ไม่มีอะไรจะเจ็บ และไม่มีอะไรจะตาย ทุกอย่างเคลื่อนคล้อยเลื่อนไหลตามเหตุปัจจัยนั้น เอง

กลับด้านบน

 

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats