 โดย.....ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ
การเกิด ตามนัยแห่งปฏิจจสมุปปบาท คือ การเกิดความรู้สึก ตัวกู ของกู ที่มีเหตุมาจากปัจจัยปรุงแต่ง ตามกระบวนการ แห่งผัสสะ ที่มีอวิชชาเข้ามาผสมผสาน นำไปสู่เวทนา ความรู้สึก ชอบ ชัง เฉย
ตัณหา ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น(กามตัณหาและภวตัณหา) และความไม่อยากได้ ไม่อยากมี และไม่อยากเป็น ด้วยอำนาจความชัง (วิภวตัณหา)
เมื่อความอยากเหล่านี้ เกิดแล้ว เกิดอีก วนเวียนไปมาซ้ำแล้ว ซ้ำอีกไม่หมดไม่สิ้น กลายเป็น อุปาทาน ความยึดมั่น ถือมั่น อันก่อให้เกิด ภพ คือ สภาวะที่จิตใจแล่นไปสู่สิ่งนั้นสิ่งนี้ อย่างแนบแน่น จนกลายเป็นชาติ คือ เกิดความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู
หลวงพ่อพุทธทาสเปรียบเทียบจิตช่วงที่เป็นภพว่า เหมือนกำลังตั้งครรภ์ เปรียบช่วงที่เป็น ชาติเหมือนกับช่วงที่เกิด สองช่วงนี้ใกล้ชิดกันมาก
การเกิดตามเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งจนกลายเป็นความรู้สึก ตัวกู ของกูนั้น จะแปรผันเป็นนั่น เป็นนี่ หมุนเวียนเปลี่ยนไปตาม คลื่นแห่งผัสสะที่ทยอยเข้ามาไม่ขาดสายเหมือนคลื่นถาโถมเข้าหาฝั่งหนักบ้างเบาบ้าง แผ่วเบาบ้าง รุนแรงบ้าง มากบ้างน้อย บ้าง หรืออาจจะว่างบ้างในบางคราว
พอเกิดความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู มีเหตุปัจจัยเข้ามาปรุงแต่ง การเกิดแต่ละครั้งเป็นไปตามเหตุปัจจัยจะปรุงแต่งนั้น ไม่ว่า จะหยาบหรือ ละเอียด เช่นเวลที่จิตใจเร่าร้อนกระวนกระวาย จากการกระทำชั่ว พูดชั่ว หรือ คิดชั่ว ขณะนั้นเท่ากับว่า ได้เกิด เป็นสัตว์นรกไปทันที นรก ที่กล่าวกันว่าอยู่ในใจนี้ เกิดขึ้นได้ทุกสถานที่ แก่ทุกคน ไม่จำกัดด้วยสถานะ อาชีพ บุคลิกภาพแต่ อย่างใด ความร้อนใจเกิดขึ้นเมื่อไร ขุมนรกก็ปรากฏตรงนั้น
เวลาใดรู้สึกหวาดกลัว อย่างไม่มีเหตุผล สับสนด้วยโมหะ ขณะนั้นได้เกิดเป็นอสุรกาย คือ ความไม่กล้า
เวลาใดจิตใจไถลไปหาความชั่ว แต่มีสติห้ามไว้ทันทีทันใด ไม่ยอมทำความชั่ว เพราะละอายว่า ตนเองสร้างความดีมา นานต้องไปกระทำชั่ว กระทำไม่ลง พลังแห่งความละอายชั่วคอยฉุดไว้มิให้ถลำเข้าไปหาความชั่ว ความกลัวบาปก็จะตามมา ว่า หากทำบาปแล้ว ความเดือดร้อนเกิดขึ้นทันที ตกนรกทันที ทุกครั้งที่ตกนรก จะเร่าร้อนมาก เคยตกนรกมาหลายๆครั้งกลัว บาปเสียแล้ว จึงไม่กล้าจะทำบาปให้ตกนรกอีก เรียกว่ามีหิริโอตตัปปะเต็มที่ ขณะนั้น ได้เกิดเป็นเทวดา เพราะอำนาจของ หิริโอตตัปปที่ไปตกแต่งใจ
เมื่อมีหิริโอตตัปปไม่กล้าทำชั่ว และกลัวบาป ก็เกิดเป็นเทวดา ทั้งๆที่ยังไม่ตายเน่าเข้าโลง เมื่อใจไม่มีชั่ว ไม่มีบาป เดินไปที่ไหน ก็อิ่มอกอิ่มใจที่ได้ทำดี พูดดี คิดดี สถานที่นั้นก็จะมีแต่ความสุขในทุกอย่างก้าว หรือทุกย่างก้าว ที่ก้าวไปด้วย สติ สัมปชัญญะและหิริโอตตัปปะ สถานที่นั้น จะกลายเป็นสวรรค์บนดินไปทันที
ขณะใดจิตใจมีศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่างเต็มเปี่ยม มีความสำรวมระวัง ไม่ประกอบกรรมชั่ว ทางกาย ประกอบด้วย ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ประกอบกรรมชั่วทางวาจา ประกอบด้วย ไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ และไม่ประกอบกรรมชั่วทางใจคือ ไม่โลภ อยากได้ของคนอื่น ไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น ไม่เห็น ผิดจากทำนองคลองธรรม
และพื้นฐานสำคัญของชีวิตต้องตั้งมั่นอยู่ในศีลห้า อันได้แก่เว้นจากการฆ่าพร่าลมหายใจให้หลุดออกไปจากชีวิต เว้นจาก การลักขโมยทุกรูปแบบ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการพูดเท็จ เว้นจากการดื่มสุราและสิ่งเสพติดมึนเมาทุกชนิด
ธรรมห้าประการได้แก่สิ่งที่ควรปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของตนเองและผู้อื่นคือ มีความเมตตา กรุณา ประกอบสัมมาอาชีวะ สำรวมในกาม พูดจาไพเราะ ถูกกาล เวลา บุคคล พูดเพื่อแก้ปัญหาไม่ใช่พูดเพื่อสร้างปัญหา เจริญสติสัมปชัญญะตลอเวลา ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สติ สัพัตถะ ปัตถิยา สติ จำปรารถนาในที่ทั้งปวง
เวลานั้นได้เกิดเป็นมนุษย์ ทันที เป็นมนุษย์ที่มีใจสูง ไม่ได้เป็นแค่คนธรรมดาตามที่กล่าวกันว่า มีแค่คอหยักๆสักว่า เป็น คน แต่ไม่มีสาระในภายในเลย
ขณะใดจิตใจถูกแผดเผาไปด้วยไฟคือ ตัณหาและโลภะ รู้สึก อยากได้ อยากครอบครอง ทั้งสิ่งของ หรือบุคคล ที่รักที่ ชอบใจ มาเป็นของตน เมื่อยังไม่ได้ก็ดิ้นรนขวนขวายแสวงหาด้วยคิดว่าได้แล้วจะเป็นสุข พอได้มาแล้วคิดห่วงหาอาลัยไม่ อยากให้จากไปก็เร่าร้อนอีก ขณะนั้นเรียกว่า ได้เกิดเป็นเปรต คือ อยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด
ขณะใดที่จิตใจถูกครอบคลุมไปด้วยโมหะ คือ ความหลง ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฎฐัพพะ ในธรรมารมณ์ จนถอนตัวไม่ขึ้น ขณะนั้นเรียกว่า ได้เกิดเป็นเดรัจฉาน หากโมหะครองใจหนามากและเป็นเวลายาวนานก็จะกลายเป็นอนุสัย นอนเนื่องจนจมดิ่งลงไปในเรื่องนั้น เช่น คนที่ติด สุรา ติดบุหรี่ ติดการพนัน ติดยาเสพติด หรือติดสิ่งอื่นๆจนขาดไม่ได้ ชอบ ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ไม่ชอบใช้ความคิดหรือปัญญา ก็อยู่ในสภาพที่กายเนื้อเป็นคนแต่ ภายในเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือครึ่งคนครึ่งสัตว์
มีพุทธภาษิตตรัสว่า การเกิดทุกคราว เป็นทุกข์ร่ำไป หมายความว่า มีความรู้สึกว่า เกิดเป็นอะไร ก็ทุกข์ตามแบบสิ่งนั้น เช่นเกิดเป็นพ่อ ก็ทุกข์ประสาพ่อ เกิดเป็นแม่ ก็ทุกข์ประสาแม่ เกิดเป็นครู ก็ทุกข์ตามประสาครู เกิดเป็นเจ้าอาวาส ก็ทุกข์ตาม ประสาเจ้าอาวาส เกิดเป็นผู้นำประเทศ ก็ทุกข์ประสาผู้นำประเทศ เกิดเป็นประชาชน ก็ทุกข์ตามประสาประชาชน เกิดเป็นคน สมหวัง ก็ทุกข์ตามประสาคนที่สมหวังเกิดเป็นคนผิดหวังก็ทุกข์ประสาคนผิดหวัง
เพราะการเกิดความรู้สึกว่า ตัวกูที่ตามมาด้วยตัณหา ล้วนเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ติดตามมาเสมอ ไม่ว่าอยู่ที่ใด แต่เนื่องจาก มิได้มองใจอย่างละเอียดจึงมองไม่เห็นและบางครั้งกลับเห็นไปในทางตรงกันข้ามกับอริยสัจจ์ว่า ตัณหาเป็นเหตุให้มีความสุข เป็นเหตุให้มีความหวัง และเป็นเหตุให้มีชีวิต
แต่ต้องตระหนักเสมอว่า ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์
พ่อแม่เลี้ยงลูกตามปกติไม่มีตัณหาเข้าไปปรุงแต่งก็ยังไม่เป็นทุกข์ แต่พอเกิดตัวกูขึ้นมาว่า นี่ลูกกู ต้องเรียนสูง ต้องเรียน เก่ง ต้องเรียนวิชาดีๆ ต้องมีอาชีพดีๆ ต้องมีเงินเดือนสูงๆขณะนั้นคุณพ่อคุณแม่ที่แสนดีและรับผิดชอบ ต้องเป็นทุกข์ เพราะมี ตัณหา คือ ความอยากแทรกเข้ามาอย่างแรง พอความรู้สึกว่าลูกกูดับไป ตัณหาที่เกิดแล้วไม่มีที่ตั้งไม่มีที่อยู่ จึงดับตามไป จิตว่าง จิตได้พักจากการปรุงแต่ง ความไม่ทุกข์ก็ปรากฏ
เป็นอันว่า เมื่อใดตัวกูปรากฏขึ้นในจิต ตามกระบวนการปฏิจจสมุปบาทที่เริ่มต้นด้วยอวิชช คือ ความลืมตัวและลุ่มหลง เดินตามอารมณ์ที่มากระทบปล่อยให้ปรุงแต่งแบบเต็มๆ ความทุกข์ก็เกิด ในทางตรงข้าม หากเวลากระทบแล้วรับรู้ทุกสิ่ง ที่เป็นการรับรู้ด้วยสติอย่างเต็มเปี่ยม รับรู้ เข้าใจปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆที่เข้ามากระทบอย่างถูกต้องเหมาะสม ด้วยสติปัญญาแล้ว กลับไปสู่ความว่าง จากกการเกิดเป็นนั้น เป็นนี่ ก็กลับไปสู่ความไม่ทุกข์
สรุปได้ว่า การเกิดตามกระบวนการแห่งปฏิจจสมุปปบาท จะดำเนินไปหรือเกิดแล้วดับได้ตามกฎธรรมชาติแล้วสู่ความ ว่างต่อไป ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกจิตให้ใกล้ชิดอยู่กับอวิชชาหรือสติปัญญาเท่านั้น จะมอบใจดวงนี้ให้ธรรมะหรือให้กิเลสพิจารณา ให้ถ่องแท้และตัดสินใจให้เหมาะสม แล้วจะเกิดมาและอยู่ในโลกนี้อย่างไม่มีทุกข์มาคอยติดตามรังควานรบกวน
ขอบคุณพระพุทธเจ้าที่ทรงประทานยอดวิชา ที่จะคอยปัดกวาดกิเลสเป็นเหตุแห่งความทุกข์ออกไปจากชีวิต และมอบ สิทธิ์ให้แก่คนทุกคนที่ปรารถนาความปลอดทุกข์ จะขึ้นสวรรค์จะลงนรก จะหนักจะเบา จะร้อนจะเย็น จะอึดอัดหรือโล่งโปร่ง สบาย เลือกสรรปฏิบัติเอาตามความพอใจโดยไม่ต้องมีใครมาอวยพรหรือดลบันดาลแต่อย่างใด
|