 โดย.....ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ
วันพุธที่ 2 มกราคม 2551 เป็นวันที่ ฉันมีอายุครบ 49 ปีและย่างเข้า 50 ปี ฉันตื่นแต่เช้า ชำระร่างกายตามปกติแล้ว สวดมนต์ทำวัตรเช้าแปล ด้วยการสวดบทต่างๆอย่างครบครันโดยเฉพาะบทที่กล่าวถึงขันธ์ห้าและไตรลักษณ์ ซึ่งแสดงให้เห็น ขันธ์แต่ละขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ต่างก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ทำวัตรเช้าเสร็จแล้วก็นั่งภาวนา พอตั้งใจว่า วันนี้จะเป็นวันพัก กาย และใจ การทำสมาธิสงบดีตั้งแต่ต้น อากาศหนาวๆ อย่างนี้สามารถกำหนดลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูกได้สะดวก เพราะลมหายใจเข้า หายใจออกที่เย็นๆ เวลากระทบปลาย จมูกจะกำหนดความรู้สึกได้ชัดเจนกว่าลมหายใจเข้าออกแบบธรรมดา
เมื่อจิตสงบดี ลมหายใจละเอียด ความสงบก็เกิดเร็ว ทำให้สัมผัสความเบากายเบาใจ เย็นกายและเย็นใจ เมื่อจิตตั้งมั่นดี แล้ว ได้รำลึกถึงพระคุณของ คุณพ่อ คุณแม่ แม้จะจากไปเป็นเวลานาน แต่ภาพแห่งความทรงจำที่เคยเคลื่อนไหวเอาใจใส่ เลี้ยงดูในอิริยาบถต่างๆ ที่แสดงออกมาจากความเมตตากรุณา ยังเจิดจ้ากระจ่างยิ่งนัก นี่คือ สิ่งที่หลวงพ่อปัญญานันทะเคย สั่งสอนไว้ว่า แม้ร่างกายของพ่อแม่จะถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน แต่วิญญาณคือความรู้สึกดีๆยังคงอยู่กับเราตลอดไป เพราะร่างกาย จิตสำนึก และความรู้สึกดีๆของเราล้วนถ่ายทอดมาจากพ่อแม่
เวลาที่เราสร้างความดี พ่อแม่ได้รู้ ได้เห็น เวลาประกอบกรรมชั่วพ่อแม่รู้และเห็น จึงควรประกอบแต่กรรมดีๆให้พ่อแม่ได้ ชื่นใจเสมอ ความชื่นใจนี่แหละเป็นสวรรค์ ลูกที่ดีต้องนำพ่อแม่ขึ้นสวรรค์ ก็คือ ไม่ว่าท่านยังมีชีวิตอยู่หรือล่วงลับไปแล้ว ทุก ครั้งที่ประกอบกรรมดี อันเป็นที่ตั้งแห่งความปลาบปลื้มใจ แล้วระลึกคิดถึงท่าน อุทิศความดีให้ท่าน ท่านก็จะขึ้นสวรรค์คือ พลอยปลาบปลื้มไปด้วย คิดถึงพ่อแม่มากต้องทำความดีมากๆ เพราะพ่อแม่จะอยู่และติดตามลูกไปทุกหนทุกแห่ง ลูกตัญญูจึง เป็นลูกที่เจริญ เพราะเชื่อฟังคำและหมั่นทำความดีแก่พ่อแม่นี่เอง
เมื่อทำสมาธิภาวนา แผ่เมตตากราบพระรัตนตรัยจบแล้ว ก็ดื่มนมหนึ่งแก้วแล้ว นั่งสงบใจฟังธรรมะที่โปรดปราน ที่ หลวงพ่อพุทธทาสได้บรรยายเอาไว้ ที่เรียกว่าโปรดปรานคือ ฟังเมื่อไรก็ไม่เบื่อโดยเฉพาะ เรื่อง ภพ ชาติ ฟังบ่อยมากและวันนี้ ก็ฟังถึงสองรอบ เพราะเป็นเรื่องที่น่าพิจารณาขบคิด เป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้และสัมผัสได้ตรงตามสวากขาตธรรมที่ว่า เป็นสิ่งที่ ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด แล้วก็น้อมเข้ามาศึกษาตามดู ตามรู้ ตามเห็นในชีวิตประจำวันนี้เอง
หลวงพ่อพุทธทาสอธิบายเรื่องภพไว้อย่างชัดเจนว่า สภาวะที่จิตหมกมุ่นจมอยู่กับสิ่งใด ภพย่อมเกิดกับสิ่งนั้น เพราะคำว่า ภพ แปลว่า ความมี ความเป็น เมื่อจิตคิดว่า จะมีอะไร จะเป็นอะไร ด้วยอำนาจแห่งความยึดมั่นถือมั่น ที่มาของความยึดมั่น คือ นันทิ ความยินดีอย่างยิ่งจนถอนจิตไปไหนไม่ได้ เมื่อจิตปักอยู่กับสิ่งนั้นก็เป็น ภพ เมื่อจมอยู่นานๆแล้วเสวยสุขเสวยทุกข์อยู่ เพราะเรื่องนั้น ก็กลายเป็น ชาติ
ท่านยกตัวอย่างว่า คนเล่นลอตเตอรี่ เมื่อทราบว่า ลอตเตอรี่รางวัลใหญ่เงินเยอะก็เกิดนันทิ คือ ความชอบ แทนที่จะ ชอบแล้วผ่านไป ก็กลับชอบแล้วชอบอีก ปักใจคาไว้กับความชอบนั้น จึงกลายเป็น อุปาทาน เมื่ออุปาทานเกิด อยากจะรวย ขึ้นมา อยากเป็นเศรษฐี ก็มีตัณหารุมล้อม อุปาทานก็เกิด เมื่อความคิดที่จะเป็นเศรษฐีนั้น วนเวียน ซ้ำซากไม่ยอมคิดเรื่องอื่น ก็กลายเป็น ภพ เมื่อคิดมากๆรู้สึกว่า ถ้าเป็นเศรษฐีจริงๆจะต้องมีสิ่งนั้น มีสิ่งนี้ มีความสุข ความทุกข์ เพราะความเป็นเศรษฐีนั้น ก็กลายเป็น ชาติ ความเกิด สืบต่อมาจาก ภพ
ชาติ ความเกิด มาจากกิเลส หากมีตัณหาเป็นเจ้าเรือน อยากได้มากๆ ก็เกิดเป็นเปรต หากลุ่มหลง หมกมุ่น จนถอนตัว ถอนใจไม่ขึ้น ก็เกิดเป็นเดรัจฉาน เมื่อมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เห็นอะไรควร อะไรไม่ควรขึ้นมา ก็จะเกิดเป็นมนุษย์ หากคิดไป นานๆ รู้สึกละอายขึ้นมาว่า เอ นี่ฉันจะฝันกลางวันให้เป็นทุกข์เปล่าๆ ก็เกิดเป็นเทวดาอย่างฉับพลัน เพราะเทวดาเกิดมาจาก ความละอายชั่วกลัวบาป อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์
นี่คือ ภพชาติ ที่เกิดอย่างเป็นกระบวนการจากผัสสะ สู่เวทนา สู่ตัณหา อุปาทาน ภพและชาติ เมื่อใครๆได้ฟังอย่างนี้ก็ มักจะมีบทสรุปว่า อ้าวถ้าอย่างนั้น ภาพชาติหลังจากตายก็ไม่มีนะซิ เพราะได้ขนมาไว้ที่นี่เสียหมดแล้ว
จากบทสรุปนี้ หลวงพ่อพุทธทาสได้กรุณาอธิบายไว้ว่า ท่านไม่ตัดสินเรื่องนี้ว่า มีหรือไม่มี แต่ท่านพิจารณาเห็นว่า ภพชาติ ที่ท่านอธิบายนี้ เป็นเรื่องที่มองเห็นกันได้สามารถนำมาปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวันไม่ต้องตายเน่าเข้าโลงก่อน จะแก้ ปัญหาความทุกข์ได้ด้วยเพราะเมื่อกระบวนการแห่ง ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ไม่เกิด ความทุกข์ก็ไม่เกิด ความทุกข์จะเกิดก็เกิดตามกระบวนการนี้เท่านั้น เพราะมีความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู ออกมารับสุขหรือทุกข์ ถ้าการกระทบที่ เกิดขึ้นจากอายตนะทั้งหลายเป็นไปด้วยสติความรู้เท่าทัน ตัวกูเกิดไม่ได้ ความสุขทุกข์ก็กลายเป็นปรากฏการณ์ตาม ธรรมชาติที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ติดใจ ไม่ค้างคาใจ เพราะไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ตัวกูของกู คอยเป็นภาชนะรองรับทุกข์นั่นเอง
เมื่อเข้าใจ ภพชาติ อย่างนี้ และทราบว่า หาก ผัสสะด้วยอวิชชา กระบวนการเกิดทุกข์ จะตั้งขึ้นมา ครั้งแล้วครั้งเล่า สิ่งที่ต้องระวัง คือ ผัสสะ ดังที่หลวงพ่อพุทธทาสได้กล่าวไว้บ่อยๆว่า ความทุกข์จะไม่โผล่ ถ้าไม่โง่เรื่องผัสสะ ความทุกข์ เกิดไม่ได้ถ้าเข้าใจเรื่องผัสสะ
หากเวลาผัสสะ อวิชชา เข้ามาประกอบ เป็นผัสสะที่จะนำไปสู่กระบวนการเกิด เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ และชาติ ตัวกูผู้รับความรู้สึกต่างๆ สุข ทุกข์ พอใจไม่พอใจเพราะการกระทบนั้นเกิดตรงนี้ หากความรู้สึกว่า ตัวกู ดำรงอยู่โดยมีกิเลส สนับสนุนก็จะมีชาติ (ความเกิด) เป็นเปรต มนุษย์ เดรัจฉาน เทวดา แม้เป็นพรหม แต่เมื่อไรความรู้สึกว่า ตัวกูว่า ของกูหายไป เมื่อนั้นความเกิดก็จบลงครั้งหนึ่ง
ชาติ ความเกิด เป็นต้นกำเนิดแห่งความทุกข์ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอริยสัจสี่ว่า ชาติปิ ทุกขา แม้ความเกิดก็เป็น ทุกข์ เกิดเป็นอะไร ก็ต้องเป็นทุกข์ตามประสาที่ต้องเป็นอย่างนั้น เกิดเป็นคนต้องทุกข์ตามประสาคน เกิดเป็นคนรวยก็มีความ ทุกข์ตามประสาคนรวย เกิดเป็นคนจนก็ทุกข์ตามประสาคนจน เกิดเป็นผู้หญิงก็ทุกข์ตามประสาผู้หญิง เกิดเป็นผู้ชายก็ทุกข์ ตามประสาผู้ชาย เกิดเป็นเปรตก็ทุกข์ตามประสาเปรต เกิดเป็นเทวดาก็ทุกข์ตามประสาเทวดา เกิดเป็นพรหมก็ทุกข์ตาม ประสาพรหม เกิดเป็นจักรพรรดิ์ก็ทุกข์ตามประสาจักรพรรดิ์
ความไม่เกิดเป็นอะไรเลยจึงไม่มีทุกข์ การเฝ้าระวังมิให้เกิดกิเลสอันเป็นเหตุแห่งการเกิดทั้งปวงจึงเป็นการทำหน้าที่ ของมนุษย์ เพื่อความไม่เกิดทุกข์อย่างแท้จริง
ผู้ใฝ่ธรรมทั้งหลายจึงพบว่า บทธรรมที่เกี่ยวข้องกับการตรัสรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ล้วนต้องมีสติผสมอยู่ทุกข้อขาดไม่ได้ เลย เริ่มตั้งแต่วิธีปฏิบัติภาวนา เช่น สติปัฏฐาน และอานาปานสติ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ในภาวนาวิธี ก็มีสติ เป็นผู้นำ หรือ มอง ไปยังธรรมะอื่นๆที่สนับสนุนก็ต้องมีสติเป็นแกนอยู่ด้วย เช่น พละ คือ กำลังที่จะนำไปสู่การตรัสรู้หรือความสำเร็จใดๆประกอบ ไปด้วย สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ก็มีสติอยู่ด้วยเสมอ หรือองค์ธรรมที่จะนำไปสู่การตรัสรู้อย่างโพชฌงค์เจ็ด ก็มี สติสัมโพชฌงค์ประกอบอยู่ด้วย
การเจริญสติจึงเป็นภาวนาวิธีที่จะคอยเฝ้าระวังมิให้กระบวนการเกิดตัวกูของกูปรากฏ สติ ความรู้สึกตัวทั่วถึง สมาธิ ความหนักแน่น และปัญญาความแหลมคม ก็จะเกิดขึ้นมาแทนที่กระบวนการเกิดกิเลส
กล่าวโดยสรุปก็คือ หากผัสสะด้วยสติ สมาธิ และปัญญา กระบวนการแห่งทุกข์ก็เกิดไม่ได้ หากผัสสะด้วยอวิชชา กระบวนการทุกข์เกิดทุกที นี่คือเรื่อง ภพชาติ ที่เห็นได้และปฏิบัติได้เพื่อความไม่ทุกข์ด้วยการลงมือเจริญสติ ให้เกิดสมาธิ และปัญญาครองใจจนความรู้สึกแห่งตัวกูของกู ค่อยๆจางคลายหายไปจนกระทั่งไม่เกิดอีก ความทุกข์ก็ไม่มีอีก การไม่เกิด อีกในชาตินี้ จะทำให้ชาติหน้าก็ไม่เกิดอีก เพราะพลังแห่งความเกิดคือกิเลสหมดสิ้นแล้ว
พระพุทธเจ้าตรัสว่า นิพพาน ไม่ใช่การไป ไม่ใช่การมา ไม่ใช่ดวงจันทร์มิใช่ดวงอาทิตย์ ไม่ใช่โลกนี้ไม่ใช่โลกหน้า แต่ เป็นที่สุดแห่งทุกข์ หรือ พระองค์อุปมาว่า ผู้เข้าถึงนิพพานแล้ว ก็เหมือนไฟที่สิ้นเชื้อดับไป
การเวียนว่ายตายเกิดไม่ว่าจะเป็นไปในชาตินี้หรือข้ามภพข้ามชาติล้วนมีกิเลสตัณหาเป็นเชื้อเพลิงคอยขับเคลื่อน เมื่อ กิเลสตัณหาจางคลายและหายไปจากใจ การเวียนว่าย ตายเกิดครั้งแล้วครั้งเล่าหรือเรียกว่า วัฏฏสงสารก็ยุติลง พระพุทธองค์ ตรัสเรียกสภาวะเช่นนี้ว่านิพพาน คือ สภาพว่างจากกิเลส
ช่วงบ่ายๆฟังเรื่องอื่นๆอีกเช่นเรื่องขันธ์ห้า เรื่องอารมณ์เป็นเพียงมโนภาพของจิต ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนมีจุดมุ่งหมายส่งเสริม สนับสนุนเรื่องการระวังกระบวนการก่อทุกข์ทั้งสิ้น
ปีที่แล้วพอถึงวันคล้ายวันเกิดพุทธศาสนิกชนสิบกว่าท่าน ที่เห็นด้วยกับการจัดงานวันเกิดเพื่อความไม่เกิด คือใช้เวลา ส่วนใหญ่ไปกับการเจริญสติ สมาธิ ภาวนา งดอาหารหนึ่งวันดื่มแต่นมเพื่อระงับความหิวมื้อละหนึ่งแก้ว ได้ร่วมกันจัดงาน วันเกิดสองวันสองคืน แต่ปีนี้ วันคล้ายวันเกิดตรงกับวันพุธ ญาติโยมหลายท่านต้องทำงาน ประกอบกับสถานที่ที่จะเจริญสมาธิ ภาวนาคราวละหลายๆคน ก็ยังไม่พร้อม เนื่องจากศาลายังต้องก่อสร้างต่อไป จึงบอกญาติโยมที่มาถามเรื่องการจัดงานว่า ขอพักฟังธรรมที่ชอบๆสักหนึ่งวัน
บ่ายสามโมงก็เดินออกกำลังกาย ประมาณหนึ่งชั่วโมง รู้สึกเพลียมากเพราะไม่มีอาหารตกถึงท้องนั่นเอง ความหิวทำให้ เกิดความกรุณาเข้าใจผู้ที่อดอยากและขาดแคลนได้เป็นอย่างดี แต่การอดอาหารหนึ่งวันเพื่อจัดงานวันเกิดนี้ จะมีอาหารเหลือ อีกหนึ่งมื้อถึงใครคนหนึ่งที่กำลังอดอยาก คิดเล่นๆว่า หากถึงวันเกิดของใคร หยุดทานอาหารเสียมื้อหนึ่ง ดื่มนมเพียงมื้อละแก้ว เพื่อระลึกถึงวันแรกคลอดว่า วันแรกที่เราคลอดมิได้รับประทานอะไรเลยนอกจากนมแม่ จะทำให้ระลึกถึงพระคุณของแม่ และ มีอาหารเหลือเผื่อแผ่แก่ผู้อื่นได้อีกหลายมื้อหรือนับไม่ถ้วนทีเดียว
ตอนเย็นมีญาติโยมสองสามท่านโทรฯมาอวยพรวันเกิดและบอกว่า ได้ถวายของขวัญวันเกิดด้วยการร่วมกันสมาทาน ศีลแปด งดอาหารหนึ่งวัน ได้ตอบท่านผู้ปรารถนาดีไปว่า ขออนุโมทนาในกุศลเจตนาที่มอบเป็นของขวัญครั้งนี้ ขอพลังแห่ง ความกรุณาและปรารถนาดีเหล่านั้น จงพลันบังเกิดเป็นความสงบเย็นแก่ชีวิตของญาติโยมทุกท่านด้วย
กลับมาจากออกกำลังแล้วรู้สึกออ่นเพลียอย่างมาก อาบน้ำแล้วพบความจริงว่า อายุของเราก้าวเข้าสู่กึ่งศตวรรษแล้ว กำลังวังชาลดลงมาก ความอ่อนเพลียเกิดขึ้นง่าย ต่อจากนี้ไปต้องดูแลประคับประคองทั้งกายและจิตให้มีความเป็นไปอย่าง สะดวกโปร่งเบามากยิ่งขึ้น จนกว่าจะพบกับความแตกสลายตามกฎไตรลักษณ์ในวันใดวันหนึ่ง
4 มกราคม 2551 เวลา 7.10 น.
|