HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2551 00:58 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
หนังสือพิมพ์ข่าวสด
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน


 

DHAMMA
หน้าแรกสยามมีเดีย | เปิดลานธรรม
อุปาทาน  ความยึดมั่น ถือมั่น
โดย สยามมีเดีย นิวส์ 21 ธันวาคม 2550
โดย.....ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ

            ลานธรรมวัดพุทธปัญญา เปิดขึ้นมาท่ามกลางคลื่นอากาศหนาวเหน็บที่พัดผ่าน สมาชิกต้องทนหนาวฟังธรรมกันไป อีกหนึ่งฤดูกาล เพราะอุโบสถธรรมศาลาพุทธปัญญา ยังไม่แล้วเสร็จพอที่จะใช้งานได้ แต่สมาชิกลานธรรมแห่งวัดพุทธปัญญา ก็มีความสุขใจที่ได้นั่งฟังธรรมกันใต้ต้นโอ๊คใหญ่ แม้จะหนาวเหน็บเพียงใดก็ไม่ถอย เรียกภาษาปัจจุบันให้ทันสมัยหน่อยว่า แฟนพันธุ์แท้ ก็คงจะไม่ผิดนัก

            เจ้าอาวาสตรากตรำงานหนักมาตลอดทั้งปีไม่ว่าร้อน ฝนหรือหนาวไม่เคยย่อท้อถอย แต่เจอหนาวปีนี้ก็ต้องยอมแพ้ แก่ กฎอนัตตา ที่แปลว่า ห้ามไม่ได้ เพราะธรรมดาก็บอกตัวเองเสมอว่า ต้องเข้มแข็ง ทำงานหนักและห้ามป่วย จึงจะเป็น พระธรรมทูตที่ดีในประเทศอเมริกาได้ แต่มาวันนี้สภาพที่เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา คือ ความเปลี่ยนแปลง ทนอยู่ ไม่ได้ ห้ามปรามไม่ได้ ก็ทำงานประสานกัน ผลก็คือ เจ้าอาวาสต้องล้มหมอนนอนเสื่ออย่างไม่มีทางต่อสู้

            นอนป่วยไปมองกฎไตรลักษณ์ไป ยิ่งมองยิ่งชัด ไม่นอนป่วยให้เสียเสียเวลาเปล่า นำพระไตรลักษณ์มาพิจารณา นำหนังสือธรรมะที่ไม่เคยอ่านหลายเล่มมานั่งอ่าน นอนอ่าน ทำให้คิดถึงท่านอาจารย์พุทธทาสตอนที่ท่านป่วยหนักแล้ว หายกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ท่านเล่าว่า ป่วยทุกครั้งฉลาดทุกครั้ง แม้ว่าจะไม่ฉลาดขนาดท่านอาจารย์พุทธทาสแต่ถ้าหมั่น ตรึกตรองในพระธรรมสม่ำเสมอนับว่า เป็นการรักษาใจให้บริสุทธิ์ผ่องใสในยามป่วยไข้ได้ไม่น้อยทีเดียว

            แม้จะอยู่ระหว่างอาการป่วย แต่พอถึงเวลาเขียนบทความก็ทำเสมือนว่า ขออนุญาตความป่วยไข้มาเขียนบทความ สักครู่หนึ่งแล้วค่อยกลับไปป่วยใหม่ จะอนุญาตตามที่ขอหรือไม่ก็ต้องขออนุญาตไว้ก่อนตามมารยาทนั่นแหละ

            สมาชิกลานธรรมได้มาเยี่ยมไข้ แล้วถามหัวข้อธรรมะว่า คำว่าอุปาทาน นั้นหมายความว่าอย่างไร อาการของมัน เป็นอย่างไร

            ประธานลานธรรมนั่งหลังชนฝาในท่าที่สะดวกที่สุดยามนี้ ค่อยๆบรรจงตอบอย่างช้าๆด้วยเสียงแผ่วเบา เพราะเกรง อาการไข้จะกำเริบว่า คำว่า อุปาทาน ที่แปลกันโดยทั่วไปว่า ความยึดมั่นถือมั่นนั้น หมายถึง สภาพที่จิตใจ ไปย้ำคิด ครุ่นคิด คิดแล้วคิดอีก คิดอย่างกัดติด คิดอย่างกระชั้นชิด คิดอย่างไม่ยอมปล่อยปละละเลย ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน กลางวัน กลางคืน เวลากิน เวลาทำงาน หรือ แม้เวลานอนซึ่งถือว่า เป็นวลาพักผ่อนก็นำมาคิดด้วย เอนหลังลงนอนราบกับพื้น คลุมโปงด้วย ผ้าห่มหนาๆ จิตก็ยังแหวกผ้าห่มตามไปจับเรื่องนั้นมาคิดอยู่อย่างไม่ลดละ อาการแบบนี้แหละ เรียกว่าอุปาทาน

            ท่านผู้อ่านลองๆทบทวนดูซิว่า เคยนำเรื่องใดมากอด มาเก็บไว้ในใจ มาคิดแล้วคิดอีก คิดซ้ำคิดซาก คิดวนเวียนไป วนเวียนมา ที่เรียกว่า สังสารวัฎฎ์นั่นแหละ หรือที่เรียกันว่าเวียนว่ายตายเกิดนั้นแหละ เห็นไหม พอคิดจบไปครั้งหนึ่ง เท่ากับ ตายไปครั้งหนึ่ง แล้วเริ่มต้นใหม่อีก พอคิดจบแทนที่จะจบกันไป ก็นำมาคิดอีก เช่นเวลาเจอความทุกข์ที่คนอื่นเขาไม่เคยเจอ ก็มักจะเฝ้าถามตัวเองอยู่เสมอว่า ทำไมถึงต้องเป็นเรา ทำไมถึงต้องเป็นเรา เป็นร้อยเป็นพันครั้ง ยิ่งคิดมากยิ่งเสียใจมาก ยิ่งทุกข์มาก

            คนที่แปล อุปทาน ว่า ยึดมั่นถือมั่น นับว่าแปลได้ถูกต้องสอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริงๆ คือ ยึดความคิดนั้นไว้ อย่างมั่นคง ถือความคิดนั้นไว้อย่างมั่นคง

            ความยึดมั่นถือมั่น ในที่นี้หมายถึง จิตเข้าไปยึดถือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ด้วยอำนาจของความชอบและชัง

            ความชอบชังที่อยู่ในสิ่งนั้น เป็นพลังดึงดูด มิให้จิตหลุดออกมาได้ง่ายๆ

            ลองพิจารณาดูลึกๆ สิ่งที่จิตเข้าไปผูกพันเกาะเกี่ยว หน่วงเหนี่ยวยึดติดนั้น ต้องมีความชอบชังในปริมาณที่เข้มข้น มาก ยิ่งความชอบชังในเรื่องนั้นๆมีมากเท่าไร ความยึดมั่นถือมั่นจะมีมากเท่านั้น

            สังเกตง่ายๆ เวลาชอบใครมากเป็นพิเศษ ก็มักจะคิดถึงคนนั้นๆครั้งแล้วครั้งเล่า เวลาทำอะไรที่ไหน ความคิดนั้นก็ ตามไปทุกหนทุกแห่ง จนทนไม่ไหวต้องไปอยู่ใกล้ๆหรือ หาวิธีการนำคนนั้นมาอยู่ใกล้ๆ

            ในทางตรงกันข้าม หากเกลียดใครมากเป็นพิเศษ ความคิดเกลียดชังนั้นก็จะติดตามไปทุกหนทุกแห่ง เมื่อความ เกลียดเข้มข้นถึงที่สุดจะลงท้ายด้วยการทำลายสิ่งของของคนนั้น ทำลายบริวารของคนนั้น หรือสุดท้าย ลงมือทำลายคนที่ เกลียดนั้นให้ตายหรือหายนะอย่างถึงที่สุด

            เรื่องของวัตถุสิ่งของต่างๆ ที่ซื้อหามาวางไว้ตามบ้านเรือนจำนวนมากมายหลายเท่ากว่าสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ ก็นำมาไว้ด้วยแรงแห่งอุปาทานที่ผ่านมาแต่ละครั้งๆ ในฤดูกาลหรือเทศกาลต่างๆ ร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้าขายของต่างๆ มักจะปลุกเร้าลูกค้าด้วยการ ยั่วยุให้อยากได้สินค้าที่ตนต้องการขาย และเน้นย้ำบ่อยๆด้วยการทุ่มโฆษณาตามสื่อต่างๆ อย่าง ไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งใจของผู้ดู ผู้ชม ให้ความสนใจ ชอบ และคิดตามบ่อยๆ คิดแล้วคิดอีกจนติดใจ ในที่สุดก็ออกจากบ้าน เดินทางไปซื้อสินค้าชิ้นนั้นมาอย่างมากมายเกินความจำเป็นที่จะต้องกินต้องใช้เสียอีก

            กล่าวกันว่า เทศกาลใหญ่ๆเช่นคริสต์มาสแต่ละปี ประชาชนจะพากันไปจับจ่ายใช้สอยเงินซื้อสิ่งของที่ตัวเองชอบ หรือแม้แต่อาหารมาเก็บไว้ โดยมิได้บริโภคใช้สอยให้หมดไป ปีหนึ่งๆเหลือทิ้งรวมกันหลายๆประเทศหลายหมื่นหลายพันตัน เพียงพอต่อการเลี้ยงดูเด็กคนยากจนได้หลายล้านคนทีเดียว

            ใครจะรักใครจนสละชีวิตให้กันได้ ก็ต้องรักด้วยอำนาจอุปาทาน จะเกลียดใครจนต้องล้างผลาญกันให้ถึงที่สุด โดย ไม่ต้องห่วงว่าชีวิตหรือทรัพย์สินเงินทองจะสูญเสียไปเท่าไรก็ทำไปด้วยอำนาจอุปาทานนี่แหละ

            อุปาทานก็เหมือนกับกุศลหรืออกุศลธรรมทั้งหลาย ที่เป็นไปตามกฎของไตรลักษณ์ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป พลังแห่งอุปาทานจะค่อยเสื่อมไปตามกาลเวลาช้าบ้างเรวบ้าง ตามความเข้มเข้นหรือเจือจางแห่งความชอบชัง แต่สุดท้าย อุปาทานในแต่ละอย่างต้องจางคลายหายไป

            เช่นซื้อเสื้อมาตัวหนึ่ง ด้วยอำนาจอุปาทานแห่งความชอบอย่างเต็มเปี่ยมในเทศกาลคริสต์มาสครั้งนี้ เมื่อซื้อมาแล้ว ก็ชื่นชอบ หวงแหน สวมใส่เป็นประจำ เก็บรักษาอย่างดี บางทีเพียงเทศกาลนี้ผ่านพ้น ไม่มีใครพูดถึง ไม่มีสิ่งเร่งเร้าอุปาทาน ในเรื่องของขวัญวันคริสต์มาสอีกแล้ว อุปาทานจะค่อยๆลดและหมดไปในเวลาอันรวดเร็ว เสื้อตัวโปรดตัวนั้นก็จะถูกแขวนไว้ อย่างธรรมดาปะปนไปกับเสื้อตัวอื่น เวลาผ่านไปหนึ่งปี เสื้อตัวนี้ถูกลืมสนิท อุปาทานในเสื้อตัวนี้จึงดับไปสนิท ไม่มีความ หวงแหนเป็นห่วงหาอาลัยแต่อย่างใดอีก

            หรือยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง ผู้คนเคยถูกกระตุ้นให้เกลียดนักการเมืองคนหนึ่ง ย้ำแล้วย้ำอีกจนความเกลียดนั้นเข้าครองใจ ติดใจ พอความเกลียดนั้นเข้มเข้นพอก็ย้ำเองคิดเอง ปรุงแต่งหาข้อมูลแห่งความน่าชังต่างๆมาผสมผสานเพิ่มเติมจนกระทั่ง อุณหภูมิแห่งความเกลียดขึ้นถึงขีดสุด พบตรงไหนฆ่าทิ้งตรงนั้นได้เลย ช่วงที่ยังไม่พบ ก็ขอขับไล่ทางสื่ออยู่เป็นประจำ

            เวลาผ่านไป การกระตุ้นความเกลียดชังนั้นเบาบางลงไป การปรุงแต่งให้เกลียดชังลดน้อยลง ไม่นานความ เกลียดชังนั้นก็จางคลายหายไปจากใจ ใครชวนไปขับไล่ตอนนี้ก็คงจะไม่ไปอีกแล้ว เพราะความเกลียดชังไม่มีเหลือ หรือเหลือ บ้างก็น้อยเต็มทีไม่เข้มข้นพอที่จะไปขับไล่แล้ว ในไม่ช้า อุปาทานเรื่องนั้นก็ดับไป

            เรื่องของอุปาทาน เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นตามกระบวนการแห่ง ปฏิจจสมุปบาท ไม่ใช่ความเชื่อ ไม่ใช่คำสั่งว่า ให้ ละอุปาทาน แล้วจะขึ้นสวรรค์ หรือไม่ละแล้วจะลงนรก แต่เป็นเรื่องของแต่ละคนที่จะมองเห็นอุปาทานว่า เป็นคุณหรือเป็นโทษ หากใครเห็นว่าอุปาทานเป็นคุณไม่ให้โทษอะไร ก็ไม่สนใจที่จะละ แต่ผู้ใดที่เห็นโทษมหันต์แห่งอุปาทานว่า เป็นเครื่องบีบรัด มัดใจให้อึดอัด ตึงเครียด เป็นเครื่องถ่วงใจให้หนัก อย่างแจ่มแจ้งประจักษ์ เขาหรือเธอก็จะระวังใจมิให้เกี่ยวเกาะยึดติดด้วย ตัวเอง

            พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ใดจะระวังจิต ผู้นั้นจะพ้นจากบ่วงแห่งมาร ระวังจิตในที่นี้หมายถึงระวัง มิให้ไปยึดเหนี่ยวเกี่ยว เกาะ กอดรัดไว้ ทั้งสิ่งที่ชอบและชัง จิตก็จะพบกับความปล่อยวาง ว่าง โล่ง โปร่ง เบา สบาย และผ่อนคลายยิ่งนัก

            อุปาทานมิได้จางคลายหายไปด้วย ความเชื่อ ความกลัว คำขู่หรือแรงจูงใจ ให้ปล่อยวาง แต่จะจางคลายหายไป ด้วย ความรู้ และกฎธรรมชาติแห่งไตรลักษณ์ ไม่ต้องโกรธ เกลียด ชัง หรือชอบอุปาทานแต่อย่างใด เพียงแต่เฝ้าดูว่า อุปาทานเกิดขึ้น เมื่อไร ตั้งอยู่นานแค่ไหน และดับไปเมื่อไร โดยมิต้องลงมือปฏิบัติการใดๆตามอำนาจอุปาทาน ทั้งกายและ ใจก็จะปลอดภัย สงบเย็น เป็นปกติ

กลับด้านบน

 

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats