 โดย.....ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ
แม้อากาศต้นฤดูหนาวแห่งเดือนธันวาคม จะหนาวเหน็บเย็นยะเยือกถึงกระดูก พอถึงวันอาทิตย์สมาชิกลานธรรมจะ มาประชุมใต้ต้นโอ๊คอย่างพร้อมเพรียงไม่เคยขาด เพราะลานธรรมแห่งนี้ มีทั้งธรรมสาระ และสาระอื่นๆมาสนทนากันอย่าง ครบถ้วน
สมาชิกท่านหนึ่งยกมือขึ้นถามด้วยความสนใจว่า ตัณหา หมายความว่าอย่างไร
ตัณหา แปลตรงตัวว่า ความอยาก แบ่งออกเป็นสามอย่างคือ อยากได้ อยากมี และไม่อยากได้ ไม่อยากมี
หรือหากจะกำกับด้วยภาษาบาลีก็จะได้ความว่า กามตัณหา แปลว่า ความอยากได้ อยากมี
ภวตัณหา แปลว่า ความอยากเป็น
วิภวตัณหา ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น อย่างที่ได้ ที่มี และเป็นเช่นเดิมๆหรืออื่นๆที่ไม่สมปรารถนา ไม่ น่ารัก ไม่น่าพอใจ
ท่านที่เคยศึกษาเรื่องเวทนามาแล้วจะนำมาเชื่อมโยงกับตัณหาได้อย่างชัดเจนทีเดียว
สุขเวทนา ความรู้สึกชอบ หากชอบมากในปริมาณที่เข้มข้นพอจะนำไปสู่ กามตัณหาคือ อยากได้ และอยากมี รวมทั้งภวตัณหา อยากเป็น
ทุกขเวทนา ความรู้สึกชัง หากความชังมีปริมาณมากถูกตอกย้ำลงในใจครั้งแล้วครั้งเล่า จะนำไปสู่ วิภวตัณหา คือ ไม่อยากได้ ไม่อยากมี และไม่อยากเป็น
ส่วนอทุกขมาสุขเวทนาที่ประกอบด้วยโมหะ ก็จะนำไปสู่ตัณหาทั้งสามประการได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเวทนา
ส่วนคำว่า ตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์นั้น เป็นอย่างไร
เนื่องจากตัณหา เป็นเรื่องทางใจ เป็นนามธรรม จึงต้องสัมผัสความรู้สึกนั้นด้วยนามธรรม ต้องลองสังเกตความรู้สึก ของตนเองอย่างตรงไปตรงมาว่า เวลาอยากได้อะไรแล้ว รู้สึกอย่างไร โดยพิจารณาขณะที่กำลังอยากได้นั้นแหละ จะพบว่า ความอยากเป็นทุกข์จริงๆ
แต่ความอยากมักจะถูกปิดบังไว้ด้วยความสมอยาก หรือสมปรารถนา ซึ่งดูเหมือนว่า เมื่อสมปรารถนาแล้ว ความ อยากนั้นจะหยุดไปชั่วขณะ เมื่อหยุดอยากแล้วจะเห็นว่าหายเหนื่อย แต่แท้จริงแล้วยังมีความอยากซ่อนเร้นอยู่ ต่อไปว่า สิ่ง ที่สมปรารถนาอันได้มาแล้วนั้น จงอยู่กับเราตลอดไป ไม่เสื่อม ไม่สลายสูญหายไป ความอยากแบบใหม่ในอาการเก่าเริ่มต้น ที่นี่อีกครั้ง หากความเข้มข้นมากพอ ได้สิ่งที่รักและพอใจมาแล้ว แทนที่จะนั่งเป็นสุขนานๆ กลับต้องมาทุกข์แบบใหม่อันมี สาเหตุมาจากความวิตกกังวล เป็นอันว่าหากใส่ตัณหาเข้าไปแล้ว แม้สิ่งนั้นมีอยู่ก็วิตกกังวล จึงเป็นทุกข์ เมื่อสิ่งนั้นต้องเสื่อม สลายหายไปตามกาลเวลา ก็ต้องเป็นทุกข์เพราะความเสียดาย ห่วงหาอาลัย
มีคำถามเข้ามาว่า เมื่อมีสิ่งใด ครอบครองสิ่งใด หากใส่ตัณหาผสมลงไปด้วยต้องเป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้นใช่ไหม
ตอบว่า ใช่เลย เพราะตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
มีคำถามต่อไปว่า หากมีหรือครอบครองสิ่งต่างๆด้วยสติปัญญา ไม่ต้องมีตัณหามาคอยควบคุมละจะเป็นอย่างไร
ตอบว่า ก็ไม่เป็นทุกข์ สงบสบาย ใช้สอยสิ่งต่างๆอย่างสะดวกด้วยจิตใจที่สงบ
เมื่อสิ่งอำนวยความสะดวกและความสงบไปด้วยกันได้ ผลลัพทธ์ออกมาเป็นความเคลื่อนไหวที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ ชาวโลกเรียกด้วยภาษาสมมติว่า ความสุขนั้นเอง
ตัณหาทั้งสามประการย่อลงเหลือเพียงสองจำง่ายๆคือ ดึงเข้า กับผลักออก
ดึงเข้าก็เหนื่อยตามประสาดึงเข้า
ผลักออกก็เหนื่อยตามประสาผลักออก
เมื่อไรไม่ต้องผลักออกและไม่ต้องดึงเข้าก็ไม่เหนื่อย
สภาวะอย่างนั้นอาจจะเรียกว่าปกติ หรือทางสายกลาง เพราะอยู่ตรงกลางระหว่างผลักออกและดึงเข้า
หากมองดีๆจะพบว่า ทางสายกลางมีอยู่จริง คือ ความปกติ สงบ ไม่บวก ไม่ลบ นั่นเอง
มีคำถามเข้ามาอีกว่า หากจำเป็นต้องดึงเข้าและผลักอยู่จำทำอย่างไร เช่นจำเป็นต้องเข้าต้องออกทางประตู ต้อง ดึงเข้ามาหาตัวหรือต้องผลักออกไป
ก็ตอบว่า ดึงเข้าและผลักออก เท่าที่จำเป็น ข้อสำคัญอย่าไปเพิลนเล่นประตูดึงเข้าแล้วผลักออกจนเหน็ดเหนื่อย เมื่อยหล้า หลับคาประตูไปก็แล้วกัน
พอพูดมาถึงตรงนี้ก็มีเสียงเล็ดลอดเข้ามาว่า ถ้าอย่างนั้นมีสิ่งใดควรมีตามความจำเป็น แต่ไม่ต้องยึดถือหน่วงเหนื่อย หรือกอดรัดไว้ใช่ไหม
จึงตอบสนัสนุนเจ้าของเสียงนั้นไปว่า ใช่เลย หิ้วหรือแบบกหนัก ปล่อยวางเบา
เป็นอันว่าธรรมะทั้งหลายพบได้ในชีวิตประจำวัน มิใช่ความฝัน มิใช่ความเชื่อ แต่เป็นความจริง ที่สัมผัสได้อยู่ทุก เมื่อเชื่อวัน
|