 โดย.....ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ
ลานธรรมวัดพุทธปัญญา มีประชาชนมาร่วมชุมนุมสนทนาธรรมกันไม่ได้ขาด อุบาสกท่านหนึ่งตั้งปัญหาถามว่า คำว่า ผัสสะ หมายความว่าอย่างไร มีความสัมพันธ์กับชีวิตอย่างไร เวลาศึกษาธรรมะจากพระเถรานุเถระจะได้ยินท่านพูดถึงกันบ่อยๆ เสมือนเป็นกุญแจไขธรรมเลยทีเดียว
ประธานลานธรรม ได้ตอบให้อุบาสกฟังว่า ผัสสะ คือการรับรู้ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ในกระบวนการ อิทัปปัจจยตา ที่ทำปฏิกิริยา สำเร็จลงแล้ว
อุบาสกยกมือขึ้นขอให้หยุดก่อน เพราะมีประเด็นใหม่ที่แทรกเข้ามา หากปล่อยไว้จะยิ่งพากันงงเป็นการใหญ่ต่อไป อีกนาน ขอถามว่า อิทัปปัจยตา นั้นคืออะไรก่อน แล้วค่อยอธิบาย ผัสสะ ต่อไป
คำว่า อิทัปปัจยตา แปลตรงตัวว่า อาศัยกันและกันเกิดขึ้น กล่าวคือ การเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆทั้งรูปธรรมที่สัมผัสได้ ทาง ตา หู จมูก ลิ้น และ กาย แหละนามธรรมที่สัมผัสได้ด้วยใจ ต้องอาศัยปัจจัยต่างๆจึงปรากฏหรือเกิดขึ้นได้
คราวนี้กลับมาหาผัสสะต่อ ผัสสะ คือการรับรู้ ที่สำเร็จมาจากผลรวมแห่ง อายตนะภายนอก(รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์) กับอายตนะภายใน(ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) ทำปฏิกิริยากัน เกิดผลเป็น วิญญาณ คือ การรับรู้
เมื่ออายตนะภายใน อายตนะภายนอก และวิญญาณทำปฏิกิริยาต่อกันอีก จึงเกิดผลเป็นผัสสะ คือ การรับรู้ที่สำเร็จ
ตัวอย่างเช่น ตา เป็นอายตนะภายใน เห็นดอกไม้ ซึ่งเป็นรูป และเป็นอายตนะภายนอก ก็รับรู้ว่า เป็นดอกไม้ การ มองเห็นแล้วรับรู้ชัดๆว่า อะไร เป็นอะไร นั่นแหละเรียกว่า ผัสสะ
จุดนี้แหละ เป็นจุดเริ่มต้นของการรับรู้ และตามมา ด้วยความชอบ ชัง และเฉยๆ
อีกตัวอย่างหนึ่งเช่น ได้ยินเสียงด่า เมื่อ เสียงด่ามากระทบหู เกิดวิญญาณ รับรู้ชัดว่า เป็นเสียงด่า ความไม่พอใจ หรือ ความชังตามมา เพราะมั่นหมายว่าเป็นเสียงด่า เกิดตัวกู มารองรับเสียงด่านั้นว่า มึงด่ากู ตัวกูเกิดมาแล้ว เกิดมาเพื่อรับความ ทุกข์อันเกิดจากความชังนั้น เกิดตัวกูทันที ทุกข์เกิดทันที
ในทางตรงกันข้าม หากเสียงที่มากระทบหูนั้น เป็นเสียงชื่นชม ตามกระบวนการที่ว่า หูเป็นอายตนะภายใน เสียง เป็นอายตนะภายนอก มากระทบกันเกิดวิญญาณการรับรู้ เมื่อรับรู้ว่า เป็นเสียงชม สำคัญมั่นหมายว่า เขาชม ก็เกิดตัวกูขึ้นมา รับคำชมนั้น การเกิดตัวกูครั้งนี้ เป็นการเกิดตัวกูด้วยความปลาบปลื้ม
พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า ผัสสายตนิกานรก คือ ความเร้าร้อนที่เกิดจากผัสสะ และผัสสายตนิกาสวรรค์ คือความ ปลาบปลื้มยินดี อันตถาคตเห็นแล้ว
จากตัวอย่างนี้ การเกิดตัวกูขึ้นมารองรับ ความไม่พอใจ คือ การเกิดในนรก จิตใจจะเร่าร้อนอึดอัดขัดเคือง อยาก ทำร้าย ทำลายเจ้าของเสียงด่า ความเร่าร้อนที่จะทำลาย ผลักใสไล่ส่ง มีอยู่ตราบใด นรกก็มีอยู่ตราบนั้น นี้แหละที่โบราณ สอนต่อๆกันมาว่า นรกในใจ มันมีกระบวนการเกิดและเผาลนจิตใจอย่างนี้
ในทางตรงกันข้าม หากเสียงที่มากระทบหูนั้นเป็นเสียงสรรเสริญ วิญญาณรับรู้ว่า เป็นเสียงสรรเสริญ เกิดผัสสะ มีความพอใจว่า เขาสรรเสริญ ตัวกูก็เกิดมารับเสียงสรรเสริญนั้น เป็นตัวกูที่เกิดมาด้วยความปลาบปลื้ม การเกิดคราวนั้น คือ การเกิดในสวรรค์ เป็นสวรรค์ที่นี่เดี๋ยวนี้ ที่โบราณสอนต่อๆกันมาว่า สวรรค์อยู่ในอก เพราะปลาบปลื้มเต็มอกเสมือนหน้าอก พองโตขึ้นกว่าปกติเมื่อได้รับเสียงสรรเสริญเยินยอ
หากยึดติดอยู่กับความปลาบปลื้มจากเสียงสรรเสริญ นานๆเข้า ก็อยากได้ฟังเสียงสรรเสริญนั้นอีกเพราะฟังแล้วปลื้มดี ก็แสวงหาเสียงสรรเสริญทุกวิถีทาง หากเสียงสรรเสริญนั้นหายไป ใจที่เคยปลาบปลื้มเป็นสวรรค์ ก็ห่อเหี่ยวเป็นนรกไปใน บัดดล
สวรรค์กับนรกจึงอยู่ใกล้กันชั่วลัดนิ้วมือเดียว มีสะพานเชื่อมต่อถึงกันอย่างเหนียวแน่นที่ชื่อว่า สะพานแห่งความ ชอบชัง
ในกรณีเดียวกันนี้ หากผู้ที่รับเสียงด่านั้น ได้ฝึกสติมาอย่างดีด้วยอานาปานสติ หรือสติปัฏฐานที่ละเอียดลออพอเพียง เมื่อรับรู้เสียงด่า จากกระบวนการแห่งอายตนะภายนอก อายตนะภายในและวิญญาณทำงานร่วมกัน แล้วเกิดผัสสะ รู้ดีว่า เป็น เสียงด่า วางสติดักไว้ได้ทัน จิตใจมั่นคงไม่หวั่นไหว เป็นสมาธิ เกิดปัญญาว่า เสียงที่มากระทบนั้น เป็นสักว่า ธาตุ ที่ทำ ปฏิกิริยากันตามธรรมชาติ ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ผ่านมาแล้วผ่านไป
พิจารณาต่อไปว่า เสียงสรรเสริญ ก็ผ่านมาแล้วผ่านไป เสียงนินทาเสียงด่าว่า ก็ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เกิดปัญญา สว่างไสวขึ้นมาทดแทน ตัวกู ที่เกิดขึ้นมาจากอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน
การผัสสะที่มีปัญญามากำกับคราวนั้นก็ เป็นผัสสะโดยธรรม ใจอยู่ในธรรมจึงปลอดทุกข์
นี่คืออำนาจของผัสสะที่จะทำให้มนุษย์อยู่อย่างมีความทุกข์หรือไม่ทุกข์ได้ หลวงพ่อพุทธทาสได้ให้คติธรรมไว้ว่า ความทุกข์จะไม่โผล่ ถ้าไม่โง่เรื่องผัสสะ ความทุกข์เกิดไม่ได้ถ้าเข้าใจเรื่องผัสสะ คือ มีสติเฝ้าระวังเปลี่ยนทางจากกิเลสเป็น ธรรมให้ทันท่วงที เป็นธรรมชีวี มีธรรมะเป็นที่พึ่งดังคำปฏิญญาณที่ว่า ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ นั่นเอง
ผัสสะ จึงเป็นประตูสู่ความทุกข์หรือความไม่ทุกข์ก็ได้ ทั้งนี้อยู่ที่ว่าจะจับเส้นทางแห่ง สัญชาตญาณ หรือโพธิญาณ อันเป็นทางที่พระพุทธเจ้าประทานให้แก่มนุษย์ ด้วยพระมหากรุณาอย่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณนั่นเอง
|