HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2551 11:13 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
















 

DHAMMA
หน้าแรกสยามมีเดีย | เปิดลานธรรม
วิญญาณ
โดย สยามมีเดีย นิวส์ 19 ตุลาคม 2550
โดย.....ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ

            ลานธรรมวัดพุทธปัญญา เปิดทุกวันอาทิตย์ เพื่อเสวนาเรื่องพระพุทธศาสนาในแง่มุมต่างๆอย่างทั่วถึงแบบเจาะลึก การได้สนทนาธรรมตามกาลเวลาที่เหมาะสมเป็นการอบรมจิตให้ได้ประจักษ์ชัดสัจธรรมอีกทางหนึ่ง
            อุบาสิกาท่านหนึ่งได้กรุณาตั้งคำถามว่า วิญญาณ มีจริงหรือไม่ อยู่ที่ไหน
            ประธานลานธรรมได้ขยับจีวรแล้วตอบคำถามแรกว่า วิญญาณ มีจริง และอธิบายเพิ่มเติมว่า คำว่าวิญญาณ แปลว่า การรับรู้ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ
            เมื่อตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องสัมผัส จิตใจรับธรรมารมณ์ แล้วรับรู้ได้ ว่า เป็นอะไร สิ่งที่ตาเห็นนั้นเป็นอะไร หูได้ยินนั้นเป็นเสียงอะไร สิ่งที่จมูกดมนั้น เป็นกลิ่นอะไร สิ่งที่ลิ้นได้ลิ้มนั้นเป็นรสอะไร สิ่งที่กายได้ถูกต้องสัมผัสนั้นเป็นสัมผัสอย่างไร หนาวหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง สิ่งที่จิตใจกำลังนำมาคิดนั้นเรื่องอะไร การรับรู้ในแต่ละช่องทาง ที่เรียกภาษาธรรมะว่า ทวารนั้น ล้วนเป็นวิญญาณ
            วิญญาณ จะเกิดขึ้นทุกครั้ง ที่อายตนะภายใน(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ทำปฏิกิริยากับอายตนะภายนอก(รูป เสียง กลิ่น รส การสัมผัสทางกาย และธัมมารมณ์)
            หากเข้าใจกระบวนการนี้ได้อย่างแจ่มแจ้งก็สามารถตอบคำถามแรกที่ถามว่า วิญญาณมีจริงหรือไม่ ได้ว่า วิญญาณมีจริง ทุกคนสามารถสัมผัสและรับรู้ได้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
            วิญญาณอยู่ที่ไหน ก็สามารถตอบได้ว่า อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
            ตามหลักพระพุทธศาสนา วิญญาณ เป็น อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป อยู่ตลอดเวลา จึงมิได้อยู่ที่ใดที่หนึ่งเป็นการแน่นนอน แต่จะเกิดขึ้นต่อเมื่อ อายตนะภายใน( ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ)ทำหน้าที่ปฏิสัมพันธ์กับอายตนะภายนอก(รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธัมมารมณ์)
            พระพุทธเจ้าตรัสว่า วิญญาณ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นแล้วดับไป วิญญาณจะอิงอาศัยสิ่งอื่นมิได้ตั้งอยู่อย่างอิสระ พระองค์ทรงเปรียบวิญญาณคล้ายไฟ เช่นเวลาไฟไหม้หญ้า ก็เรียกว่า ไฟหญ้า ไฟไหม้ไม้ฟืนก็เรียกว่าไฟฟืน ไฟไหม้ถ่านก็เรียกว่า ไฟถ่าน วิญญาณ มิได้สถิตอยู่ในที่ใดที่หนึ่งเป็นการถาวร เมื่อเกิดที่ตา เรียกว่า จักขุวิญญาณ เกิดที่หูเรียกว่า โสตวิญญาณ เกิดที่จมูกเรียกว่า ฆานวิญญาณ เกิดที่ลิ้นเรียกว่า ชิวหาวิญญาณ เกิดที่ ผิวหนังเรียกว่ากายวิญญาณ เกิดที่ใจเรียกว่า มโนวิญญาณ วิญญาณที่เกิดที่ใจนี้คือ เวลาที่อายตนะส่วนอื่นมิได้ทำหน้าที่ เช่นเวลาที่เราเข้านอนแล้ว หลับตาลงไปไม่เห็นไม่ได้ยินอะไร แต่ก็นำเอาเรื่องในอดีตมาบ้าง ปรุงเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตขึ้นมาบ้าง บางครั้งคิดมากจนนอนไม่หลับ
            วิญญาณเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการทำงานทางจิต อันเป็นปัจจัยสำคัญแห่งการดำรงอยู่แห่งชีวิต ซึ่งประกอบไปด้วย เวทนา ความรู้สึก สัญญาความรู้จำ และสังขารการปรุงแต่ง ที่ทำงานเชื่อมโยงกันตามหลักที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นอิทัปปัจจยตา หรือปฏิจจสมุปปบาท ซึ่งแปลว่าอาศัยกันและกันเกิดขึ้น

            ความเข้าใจกระบวนการเกิดขึ้นของนามธรรมเหล่านี้ เป็นการเข้าใจแก่นแท้ของชีวิตและแก่นธรรมพร้อมๆกันไป เพราะเข้าใจกระบวนการเกิดและดับแห่งทุกข์มีความยิ่งใหญ่จนพระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปปบาทผู้นั้นเห็นตถาคตทีเดียว
กลับด้านบน

 

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats