 โดย.....ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ
เมื่อวันอังคารที่ 9 ตุลาคม 2550 เวลาประมาณ 19.30 น. พุทธศาสนิกชน ที่มีความศรัทธาเลื่อมใส ในหลวงพ่อปัญญานันทะ ได้โทรศัพท์เข้ามาแจ้งข่าวว่า หลวงพ่อปัญญานันทะ เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฎิ์ ได้ถึงแก่มรณภาพแล้ว ที่โรงพยาบาล ศิริราชเวลาประมาณ 9 โมงกว่า ตามเวลาในเมืองไทย
ต่อจากนั้นยังมีพุทธศาสนิกชนจากที่ต่างๆได้โทรศัพท์เข้ามารายงานข่าวดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ได้นั่งรับโทรศัพท์จนย่างเข้าวันใหม่จึงจำวัดไปสี่ชั่วโมงแล้วตื่นขึ้นมาทำวัตรเช้าในเวลาประมาณ ตี่สี่ครึ่งของวันที่ 10 ตุลาคม 2550
คำถามที่ทุกคนถามกันมาอย่างหนาแน่นคือถามว่า วัดพุทธปัญญา จะจัดกิจกรรมรำลึกถึงหลวงพ่อปัญญานันทะอย่างไรบ้าง ขอให้แจ้งข่างแก่พุทธศาสนิกชนด้วยจะได้มาร่วมบุญและรำลึกถึงท่าน
ขอถือโอกาสนี้ประกาศข่าวให้ทราบโดยทั่วกันว่า ทางวัดพุทธปัญญาจะจัดกิจกรรมรำลึกถึงหลวงพ่อปัญญานันทะในวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 2550 ที่กริฟฟิตพาร์คตั้งแต่เวลา 10.00-16.00 น. ตอนเช้าจะมีการฟังปาฐกถาธรรมเรื่องชีวิตและงานของหลวงพ่อปัญญานันทะ ในตอนบ่ายจะเป็นการอภิปราย เพิ่มเพิ่มเติมในเรื่องจะสืบสานอุดมการณ์แห่งการศึกษา ปฏิบัติและประกาศพุทธธรรมที่แท้ดังที่หลวงพ่อปัญญานันทะปฏิบัติมาตลอดชีวิตได้อย่างไร
ท่านที่อยู่ในแอลเอหรือ สถานที่ใกล้เคียง ขอเชิญไปร่วมงานรำลึกถึงหลวงพ่อปัญญานันทะได้ที่กริฟฟิตพาร์คในวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 2550 นี้
สำหรับท่านที่ว่างในวันอาทิตย์ ขอเชิญที่วัดพุทธปัญญา โดยวัดพุทธปัญญาจะกำหนดเอาวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2550 เริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป เป็นวันจัดกิจกรรมรำลึกถึงหลวงพ่อปัญญานันทะ เพื่อร่วมกันระลึกถึงชีวิตพรหมจรรย์และการประกาศพุทธธรรมของท่านตั้งแต่ต้นจนตลอดชีวิต
หลวงพ่อปัญญานันทะมีอายุครบ 96 ปีเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2550 และย่างเข้าสู่อายุ 97 ปี เมื่อผู้เขียนเดินทางไปโครงการธรรมสัญจร 80 พรรษามหาธรรมราชา ได้ไปเยี่ยมเยือนท่านทุกครั้งที่มาทำธุระในกรุงเทพฯ แม้หลวงพ่อจะมีโรครุมเร้าหลายโรคไม่ว่าหัวใจหรือโรคไต แต่หลวงพ่อไม่ได้หวาดหวั่นวิตกแต่อย่างใด ยังคงมีความจำเป็นเยี่ยม ยังแสดงธรรมได้อย่างดี
มีสองหรือสามครั้งที่ท่านบอกว่า อ่อนเพลียหน่อย ขอให้ผู้เขียนได้ติดตามไปด้วยเผื่อ เหนื่อยหรือเพลียขึ้นมาฉับพลัน ผู้เขียนจะได้แสดงธรรมต่อจากท่านได้ แต่ปรากฏว่า เมื่อหลวงพ่อแสดงปาฐกถาแล้ว ไม่มีความอ่อนเพลีย หรือต้องเข้าไปช่วยเหลือทดแทนแต่อย่างใด ทำหน้าที่ของนักเทศน์นักสอนผู้ยิ่งใหญ่ ที่หลวงพ่อพุทธทาสเคยเรียกท่านว่าแม่ทัพโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบทุกประการ
แม้อายุของหลวงพ่อจะเลย 90ปีไปแล้วแต่การแสดงธรรมของท่านยังลื่นไหลไม่ติดขัดเลย เห็นท่านทำงานอย่างหนักทั้งๆที่สังขารเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา ตามกฎอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาแล้ว ทำให้ได้ข้อคิดว่า กายกับจิต ของผู้ฝึกตนดีแล้ว สามารถแยกกันได้ ดังคำที่ท่านได้สอนเสมอว่า ป่วยกายแต่ไม่ป่วยใจ และท่านก็ทำเป็นตัวอย่างดังที่ประจักษ์
แม้สังขารฝ่ายกายจะอ่อนเพลียเพราะถูกความชราและโรคภัยต่างๆเบียดเบียน แต่สภาพจิตใจ ปกติ สงบเย็น ไม่อ่อนเพลียตามกายไปด้วย จึงทำให้เข้าใจธรรมะว่า กายกับจิต แม้จะสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ที่เรียกว่า นามรูป แต่เมื่อถึงคราวต้องแยกออกจากกัน ก็แยกกันได้ เช่นเวลากายป่วยแต่ใจไม่ป่วยก็ได้ กายทำงานหนักแต่จิตใจพักผ่อนก็ได้เพราะไม่แบก ไม่ปรุง ไม่แต่ง ทั้งนี้ต้องฝึกจิตเตรียมไว้ จนทำใจให้เป็นนาย กายเป็นบ่าวแล้วจะสบายดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า จิตตัสสะ ทมโถ สาธุ การฝึกจิตเป็นความดี
เมื่อฝึกจิตจนสงบเย็น เป็นปกติ มั่นคง สามารถทำงานทุกชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความสุขในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ ดังพระพุทธวจนะที่ว่า จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง จิตที่ฝึกดีแล้ว นำความสุขมาให้
หลวงพ่อปัญญานันทะได้สอนพวกเราเสมอว่า งานคือชีวิต ชีวิตคืองานบันดาลสุข ทำงานให้สนุก เป็นสุขเมื่อทำงาน
หลวงพ่อได้ทำตนเป็นต้นแบบของนักทำงานที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ท่านเกิดมาเพื่อปลุกเร้าพุทธศาสนิกชนให้ตระหนักถึงพระพุทธศาสนาที่แท้และนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ พุทธศาสนิกชนที่เคยฟังธรรมหรืออ่านงานเขียนของท่านแล้ว ล้วนพูดว่า หลวงพ่อปัญญานันทะสอนธรรมะง่ายๆนำไปใช้ได้เลย
แม่ทัพธรรมผู้ยิ่งใหญ่อุทิศทั้งกายใจ ถวายแก่พระรัตนตรัย โดยประกาศเสมอว่า ท่านจะบวชสักชาติหนึ่ง หลวงพ่อทำได้ดังกุศลเจตนาแต่ต้นแล้ว พระผู้ประกาศพระพุทธศาสนาที่แท้อย่างกล้าหาญจริงจัง ได้ถึงแก่มรณภาพไปตามกาลเวลา หากผู้ที่ฟังธรรมของท่านแล้ว นำมาปฏิบัติจนได้รับผลเป็นความสงบเย็นเป็นสุขในชีวิตแล้ว จะช่วยกันเผยแผ่พุทธธรรมที่แท้ดังที่ท่านได้กระทำมาตลอดชีวิต ก็จะทำให้พระพุทธศาสนาได้แผ่กว้างออกไปเป็นประโยชน์แก่มหาชนสืบไป
|