HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2551 11:49 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
















DHAMMA
หน้าแรกสยามมีเดีย | เปิดลานธรรม
เวลาวิกาล
โดย สยามมีเดีย นิวส์ 24 สิงหาคม 2550
โดย.....ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ

            ตั้งแต่ก่อนเข้าพรรษา บ้านอโยธยา ของคุณ ศรีนุช พงษ์สวัสดิ์ ได้เปิดต้อนรับ ผู้ใฝ่ธรรมที่สนใจในการเจริญสมาธิ ภาวนาเป็นพิเศษ ประจำทุกวันเสาร์ตั้งแต่เวลา 19.00 -21.00 น. ผู้สนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศต่างวนเวียนกันมา ร่วมกิจกรรมสมาธิภาวนามิได้ขาด

            คุณเมตตา เป็นอุบาสิกาชาวอินโดนิเซีย เคยมาร่วมงานปลูกต้นโพธิ์ที่วัดพุทธปัญญาเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2550แล้ว เมื่อทราบว่ามีการทำสมาธิภาวนา จึงมาร่วมกิจกรรมลองดูก่อน เมื่อพบว่าได้รับประโยชน์เป็นที่พอใจก็มาร่วมเป็น ประจำมิได้ขาด

            หลังจากร่วมกันทำสมาธิและเดินจงกรมแล้ว จะปิดท้ายด้วยรายการสนทนาธรรมแบบปุจฉาวิสัชนาตามอัธยาศัย ถามปัญหาเรื่องพระพุทธศาสนาได้ตามชอบใจ คุณเมตตาเป็นชาวอินโดนิเซีย เวลาสนทนาธรรมจึงต้องใช้ภาษาอังกฤษ เป็นสื่อ หลักสูตรนี้จึงเป็นหลักสูตรภาวนาภาษาอังกฤษโดยปริยาย

            คุณเมตตา เป็นแม่ที่รักลูกถูกทาง เธอชวนลูกชายอายุ 19 ปีมาร่วมกิจกรรมเจริญภาวนาบ่อยๆ ลูกชายของเธอ ก็ยินดีที่จะมาปฏิบัติภาวนาตามที่แม่ชักชวนอย่างว่าง่าย สร้างความสุขใจให้เธอได้ไม่น้อย

            เมื่อวันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมา คุณเมตตาได้ตั้งปัญหาถามว่า ทำไมพระภิกษุสงฆ์จึงไม่ฉันอาหารค่ำ และเธอกล่าวด้วยความเกรงใจว่า สงสัยมานานแต่ยังไม่เคยถามพระสงฆ์รูปใดเลย เพราะดูจะเป็นการละลาบละล้วงเรื่อง ส่วนตัวไป

            จึงตอบปัญหาคุณเมตตาว่า เรื่องนี้เป็นบทบัญญัติในพระวินัย คือในพระพุทธศาสนามีหลักที่พุทธบริษัทจะต้องปฏิบัติ สองอย่างคือ พระธรรมและพระวินัย

            ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะบัญญัติพระวินัยสงฆ์แต่ละข้อนั้น ต้องมีที่มา ซึ่งเป็นกระบวนการคล้ายการฟังประชามตินั้นแหละ เรื่องใดที่พระสงฆ์ทำแล้วไม่เหมาะ ประชาชนติเตียน เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบ พระองค์จะประชุมสงฆ์ ทบทวนข้อดีข้อเสีย ของการกระทำอย่างรอบด้านท่ามกลางสงฆ์ ส่วนใหญ่จะประชุมกันห้าร้อยรูปเลยทีเดียว

            เมื่ออภิปรายกันอย่างกว้างขวางแล้วก็ตกลงร่วมกันว่า ควรทำสิ่งใด ไม่ควรทำสิ่งใด ก็บัญญัติเป็นพระวินัยต่อไป

            เรื่องการไม่ฉันอาหารตอนเย็นของพระสงฆ์นั้น จุดประสงค์อยู่ที่การไม่เบียดเบียน ประชาชนผู้ถวายความอุปถัมภ์ เพราะหากพระสงฆ์ออกไปบิณฑบาตร ทั้งเช้า เที่ยง และเย็นหรือกลางคืน ก็จะเป็นการรบกวนประชาชนให้ลำบาก จึงทรง กำหนดเวลา เรียกว่า กาล คือเวลาที่เหมาะ และวิกาล เวลาที่ไม่เหมาะ

            กาละ เวลาเหมาะที่พระสงฆ์จะฉันอาหารคือ ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง เมื่อก่อนกำหนดเงาจากแดด หากเงาคล้อยไปทาง ทิศตะวันออกจัดเป็นเวลาวิกาล พอมาถึงปัจจุบันก็พากันกำหนดเวลาตามนาฬิกา อันเป็นที่ทราบของพุทธบริษัทฝ่าย เถรวาทว่า พระสงฆ์ฉันอาหารได้ไม่เกินเที่ยง หรือหากฉันก่อนเที่ยง แต่ยังไม่เสร็จเลยไปได้นิดหน่อยอนุโลมได้  แต่ไม่ควรเริ่ม ฉันหลังเที่ยง พุทธศาสนิกชนจึงนิยมถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์ เวลา 11.00 น. จะได้มีเวลาฉันไม่เกินเที่ยง หรือเวลาอาจจะ เลยนิดหน่อยก็ไม่มากนัก

            หลังเที่ยงไปแล้วจึงเป็นเวลา วิกาล คือ เป็นเวลาที่ไม่เหมาะที่พระสงฆ์จะฉันอาหารไปจนถึงรุ่งอรุณของวันใหม่ นี้คือข้อปฏิบัติที่พระสงฆ์เถรวาทโดยเฉพาะในประเทศไทยได้ถือปฏิบัติกันมาและช่วยรักษาไว้อย่างดีจนถึงทุกวันนี้ ในขณะที่ พระสงฆ์ฝ่ายมหายานส่วนใหญ่ก็ฉันอาหารเย็นกันอย่างเป็นทางการ คือ พุทธบริษัทจัดหามาถวายหรือจัดหากันเอง

            เคยไปเยี่ยมวัดเซ็นในแอลเอแห่งหนึ่ง ได้สนทนาธรรมกับเจ้าอาวาส ท่านมีอัธยาศัยดี สนทนากันไปหลายเรื่อง อุบาสกไทยคนหนึ่งถามท่านว่า ทำไมพระสงฆ์ฝ่ายมหายานฉันข้าวเย็น ท่านตอบว่า อาหารมื้อเช้า จัดเป็นอาหาร ส่วนอาหาร เย็นจัดเป็น เภสัช ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า ยา ท่านอาจจะหมายถึงยาแก้หิวก็ได้ แต่ทางเถรวาทไม่มีใครตีความอย่างนั้น

            หมดเนื้อที่แล้ว คราวหน้าจะมาวิสัชนากันใหม่

กลับด้านบน

 

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats