 โดย.....ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ
ลานธรรมวัดพุทธปัญญา เปิดขึ้นมาทุกวันอาทิตย์และสนทนาธรรมกันจนเย็นย่ำค่ำมืดไม่มีเวลาเปิดปิดที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับใครมีปัญหาอะไรจะถามขึ้นมาขณะนั้น เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน 2550 ที่ผ่านมา อุบาสกท่านหนึ่งถามว่า ตามที่กำหนดไว้ว่าไว้วันที่ 4 กรกฎาคม 2550 พุทธศาสนิกชนจะไปร่วมกันปลูกต้นโพธิ์ที่ได้ต้นกล้ามาแต่ต้นศรีมหาโพธิ์ พุทธคยานั้น จะจัดรูปแบบกิจกรรมอย่างไรให้ทุกคนที่ไปร่วมงานได้มีส่วนร่วมในงานครั้งนี้
ท่านประธานลานธรรมได้แถลงให้ทุกคนได้ทราบว่า ผู้ที่ไปร่วมงานจะได้ช่วยกันยกต้นโพธิ์เลี้ยงไว้ในกระถางตั้งแต่ เคลื่อนย้ายมาจากที่ปลูกเดิมเป็นการชั่วคราว ไปสู่หลุมที่เตรียมไว้เพื่อปลูกเป็นการถาวร เมื่อวางต้นโพธิ์ลงในหลุมที่เตรียม ไว้แล้ว ช่วยกันนำดินผสมปุ๋ยใส่ลงไปในหลุม เมื่อเสร็จแล้ว เปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนทุกคนที่มาร่วมงานได้นำน้ำนม คนละแก้วไปรดต้นโพธิ์ที่ปลูกแล้วอย่างทั่วถึง
อุบาสกอีกท่านหนึ่งถามว่า ประวัติการนำน้ำนมไปรดต้นโพธิ์ เป็นมาอย่างไร
ท่านประธานลานธรรมตอบว่า หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ ประมาณ 215 ปี พระเจ้าแผ่นดินผู้ครองปาฏลีบุตร ทรงพระนามว่า อโศกมหาราช ทรงเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ ทรงปราบปรามแว่นแคว้นต่างๆในประเทศอินเดียแล้วนำมาเป็นเมือง ขึ้นของพระองค์จนหมดสิ้น
เมื่อพระองค์ทำสงครามมากได้เห็นเพื่อนมนุษย์บาดเจ็บล้มตายต่อหน้าต่อตามานับไม่ถ้วน เล่ากันถึงขนาดว่า การ รบบางคราวเลือดมนุษย์ที่ถูกฆ่าตายกระเด็นติดตัวม้าจนม้ากลายเป็นสีเลือด กลิ่นคาวเลือดเหม็นคลุ้งไปทั้งสนามรบ
เมื่อเสร็จศึกพระองค์เสด็จกลับมาพระบรมมหาราชวัง ภาพหลอนต่างๆทำให้พระองค์เสวยพระกระยาหารไม่ลง บรรทม ไม่หลับ จุดนี้ทำให้พระองค์แสวงหาศาสนามาดับความกลัว ความทุกข์จนในที่สุดพระองค์ได้พบกับพระพุทธศาสนาและทรง บำเพ็ญภาวนาจนพระหฤทัยของพระองค์สงบรำงับผ่อนคลายลง
เมื่อพระองค์ทรงพบว่า พระพุทธศาสนาช่วยดับทุกข์ดับโศกให้แก่พระองค์ได้จริง จึงทรงปฏิบัติธรรม ทำนุบำรุง พระพุทธศาสนาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างทุ่มเทอุทิศ
การปฏิบัติธรรมของพระองค์นั้น กล่าวกันว่า เมื่อถึงวันพระ แปดค่ำ และสิบห้าค่ำ พระองค์จะเสด็จไปทรงสมาทานศีล อุโบสถและทรงบรรทมบริเวณโคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ตลอดวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ตามประเพณีแห่งการสมาทานอุโบสถศีลอย่าง เคร่งครัด
ก่อนที่พระองค์จะหันหน้าเข้าสู่พระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง พระองค์เคยมีพระมเหสีหลายพระองค์ วัยของพระมเหสี แต่ละพระองค์ก็แตกต่างกัน พระองค์ต้องวนเวียนไปประทับกับพระมเหสีแต่ละพระองค์แทบจะไม่ทั่วถึง ยิ่งต้องแบ่งเวลาไป ประทับใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์อีกเดือนละแปดวันแปดคืน ยิ่งทำให้พระมเหสีบางพระองค์ไม่พอพระทัย
เล่ากันว่า พระมเหสีองค์หนึ่ง คิดว่า พระเจ้าอโศกต้องเสียเวลาไปประทับที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์เดือนละหลายวัน แท้ที่จริงควรจะนำเวลาเหล่านั้นมาประทับที่ตำหนักของพระนาง เมื่อพระนางทรงทราบชัดแล้วว่า หากต้นพระศรีมหาโพธิ์ยัง คงอยู่ พระเจ้าอโศกก็คงจะต้องเสด็จไปบรรทมมิได้หยุดหย่อน อย่ากระนั้นเลย ควรทำลายต้นพระศรีมหาโพธิ์เสียให้ตายแล้ว พระองค์ไม่ต้องเสด็จไปอีก จะได้ใช้เวลานั้นประทับกับพระนาง
นางได้จ้างให้คนใช้ของนางนำน้ำร้อนจำนวนมากไปรดโคนต้นพระศรีมหาโพธิ์จนตาย
เมื่อพระเจ้าอโศกทรงทราบว่า พระนางเป็นผู้สั่งการให้ทำลายต้นศรีมหาโพธิ์นั้น พระองค์ทรงพระราชทานอภัยโทษ ให้พระนาง แล้วพระองค์ทรงตั้งปณิธานว่า จะประทับปฏิบัติธรรมใต้โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์จนกระทั่งต้นพระศรีมหาโพธิ์ฟื้น กลับคืนมาใหม่ นับเป็นการตั้งปณิธานที่แน่วแน่ ทั้งๆ ที่แทบจะไม่มีความหวังที่จะให้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ตายสนิทฟื้นขึ้นมา ได้เลย
พระองค์นอกจาก จะปฏิบัติภาวนาอย่างจริงจังแล้ว ยังระดมผู้เชี่ยชาญด้านพฤษศาสตร์ที่มีอยู่ในขณะนั้น หาทาง เยียวยารักษาต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้นอย่างเต็มความสามารถ ทรงให้ขุดค้นหน่ออ่อนรอบๆ ต้นโพธิ์ที่น่าจะมีเหลืออยู่บ้างใน บางส่วน จากความพยายามอย่างทุ่มเทของของพระเจ้าอโศกมหาราชและผู้เชี่ยวชาญด้านพฤษศาสตร์อย่างจริงจัง มุ่งมั่น หนักแน่น ความหวังที่แสนจะลางเลือนก็กลับค่อยส่องแสงเรื่อเรืองขึ้นมา เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านพฤษศาสตร์ได้ค้นพบหน่อโพธิ์ อ่อนๆ ที่เพิ่งแตกออกมาจากต้นโพธิ์หน่อหนึ่ง สร้างความปีติโสมนัสให้พระองค์เป็นอย่างยิ่ง
จากการปรึกษาหารือผู้มีประสบการณ์ด้านการดูแลต้นไม้ จึงได้รับสั่งให้บริบาล หน่อโพธิ์น้อย ด้วยการให้ปุ๋ยและรด ด้วยน้ำนม ไม่นานนักหน่ออ่อนแห่งต้นพระศรีมหาโพธิ์ตรัสรู้ก็ได้เจริญเติบโตแข็งแรง แตกกิ่งก้านสาขาตามกลาเวลาสืบทอด ทดแทนต้นเก่าได้อย่างสมบูรณ์
ขอจบตำนานการนำน้ำนมรดต้นโพธิ์ไว้แต่เพียงแค่นี้ หวังว่าจะเป็นความรู้พื้นฐานแห่งการจัดงานบุญกุศลครั้งนี้เป็น อย่างดี
|